posttoday
การเมืองเรื่องการขึ้นเงินเดือน

การเมืองเรื่องการขึ้นเงินเดือน

15 ธันวาคม 2553

...โกวิทย์ พวงงาม

ผมเข้าใจว่า การขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการทั้งหมด 2,722,343 คน ด้วยงบประมาณปีละ 15,666 ล้านบาท แม้จะอ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยค่าครองชีพ ภาวะเงินเฟ้อมาพิจารณาเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่ก็ยังเห็นได้ชัดเจนว่า “การขึ้นเงินเดือนของข้าราชการและภาคส่วนอื่นๆ” เช่น สส. สว. และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความเป็นไปตามระบบและกลไกของการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ

การขึ้นเงินเดือนของข้าราชการต้องเป็นไปตามระบบ ซึ่งอาจหมายถึงรัฐบาลต้องมีเป้าหมายหรือวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าอยู่ในช่วงเวลากี่ปี ซึ่งอาจจะเป็น 45 ปี รัฐบาลต้องมีการพิจารณาทบทวนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และให้ถือเป็นการดำเนินการเป็นเรื่องปกติ โดยอาจจะมีการกำหนดอัตราการขึ้นเงินเดือนไว้ ว่าจะอยู่ในช่วงกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาถึงภาวะอัตราเงินเฟ้อ หรือตามสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องดำเนินการตามระบบ ตามแผนงาน กำหนดไว้เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องถือปฏิบัติ ซึ่งสามารถวางแผนฐานะทางการเงินการคลังไว้ให้เหมาะสมล่วงหน้าได้

เราจึงเห็นว่า การประกาศขึ้นเงินเดือนทั้งการขึ้นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้กับ อบต. ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย และมีข่าวว่าจะขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการ ก่อนที่จะมีมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ขึ้นเงินเดือน 5% ส่วน สส.และ สว.ขึ้น 14.3–14.7% นั้น “มีส่วนทำให้ราคาสินค้าและบริษัทห้างร้านทั้งหลาย ต่างก็ขยับขึ้นราคาสินค้านำหน้าไปแล้ว”

ผมเข้าใจว่า วัตถุประสงค์ของการขึ้นเงินเดือนก็เพื่อให้ข้าราชการดำรงชีพอยู่ได้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และส่วนหนึ่งเพื่อเป็นขวัญกำลังใจหรือเป็นแรงจูงใจให้ข้าราชการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนการขึ้นเงินเดือน สส.และ สว. ซึ่งพิจารณาดูแล้วออกจะมากกว่าราชการส่วนอื่นๆ และเห็นว่าน่าจะสูงเกินไปกับการปฏิบัติหน้าที่ทั้งในแง่ของการเข้าประชุมสภา การแสดงตนในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย การพิจารณากฎหมายในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนี้เห็นว่าทั้ง สส.และ สว. ยังได้รับผลตอบแทนอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น เบี้ยประชุมกรรมาธิการ การโดยสารฟรี

การขึ้นเงินเดือนข้าราชการและภาคส่วนของ สส. สว. และ อบต.นั้น ผมยังมีข้อสังเกตว่าการขึ้นเงินเดือนเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง อย่างผิดสังเกตหลายประการ แม้ว่าส่วนของข้าราชการและผู้ที่ได้รับการขึ้นเงินเดือนจะรู้สึกว่าตัวเองได้ประโยชน์อยู่บ้างก็ตาม

ประการแรก การที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่งขึ้นเงินเดือน หรือค่าตอบแทนของ อบต. ทั้งผู้บริหาร อบต. และสมาชิกสภา อบต.ไปแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2554 และตอนหลังมีการท้วงติงจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าควรมีการชะลอและให้มีการขึ้นเงินเดือนไปพร้อมๆ กันทั้งระบบของข้าราชการนั้น ได้ทำให้เกิด “วิวาทะ” ที่หลายฝ่ายมองว่า ก่อให้เกิดความไม่ลงตัวระหว่างนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เป็นการช่วงชิงการหาคะแนนเสียง

ผมถือว่าเป็นจุดเปราะบางของรัฐบาลอีกจุดหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และอีกส่วนหนึ่งอาจจะทำให้นายก อบต.ทั้งประเทศ และสมาชิกสภา อบต. จะออกมาร้องเรียนเคลื่อนไหวก็อาจเป็นได้

ประการที่สอง การที่รัฐบาลตัดสินใจขึ้นเงินเดือน สส.และ สว.นั้น ทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก แม้ว่ามติคณะรัฐมนตรี ระบุว่า ให้มีผลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ตาม เพื่อให้หนีข้อครหานินทาว่า เป็นการขึ้นเงินเดือนให้กับตนเองก็ตาม แต่ก็ยังเห็นว่าการขึ้นเงินเดือนเป็นเรื่องทางการเมืองและประโยชน์ของนักการเมือง และเป็นการเอาใจฝ่ายการเมืองล้วนๆ ที่ถือเป็นประชานิยมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นประชานิยมในหมู่ สส.และ สว. ส่วนประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับก็เป็นอีกประการหนึ่ง ที่หลายฝ่ายมองว่าสส.และ สว. ควรจะมีจริยธรรมและวินัยในตัวแอง รวมทั้งประสิทธิภาพของการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ

ประการที่สาม การขึ้นเงินเดือนทั้ง อบต. สส. และ สว. รวมทั้งข้าราชการทุกระดับในช่วงเวลาปีที่จะครบเทอมหรือวาระของรัฐบาล และ สส.ในปี พ.ศ. 2554 นั้นเป็นการทำให้ถูกมองว่า ทำเพื่อการหาเสียงหรือเป็นการทำเพื่อทิ้งทวน นับเป็นการประชานิยมให้กับข้าราชการ นอกเหนือจากการที่รัฐบาลได้มีโครงการประชานิยมในรูปอื่นๆ แก่คนจน คนมีรายได้น้อย และผู้ด้อยโอกาสต่างๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การขึ้นเงินเดือนเป็นเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าการสร้างระบบสวัสดิการให้แก่ข้าราชการที่เป็นระบบและยั่งยืน นี้แหละการเมืองเพื่อการเมือง ที่มีวาระซ้อนเร้นไว้ด้วยวิวาทะ “เพื่อประชาชน”

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน