
เหลียวหลัง 15 ปี สมัชชาคนจน แลหน้าฝ่าวิกฤตสังคมไทย
อาจกล่าวได้ว่าในช่วงทศวรรษก่อนคงไม่มีกลุ่มกดดันทางการเมืองใดที่มีบทบาทมากเท่ากับสมัชชาคนชน ซึ่งเป็นเครือข่ายที่รวมชาวบ้านที่ประสบปัญหาจากโครงการของรัฐ รวมทั้งได้รับผลกระทบจากการพัฒนาต่างๆ เพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหา
ใช่แค่เพียงการรวมตัวประท้วง แต่การรวมกลุ่มกันยังเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำประสบการณ์ปัญหาและการต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหามาแลกเปลี่ยนกัน เกิดเป็นกระบวนการการเมืองภาคประชาชนที่ทรงพลัง
ช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา สภาพสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่งผลต่อกระบวนการการเมืองภาคประชาชนอย่างหนักหน่วง การจัดเวทีทบทวนประสบการณ์ โดยแกนนำเครือข่ายต่างๆ สะท้อนให้เห็นมุมมองต่ออนาคตของการเมืองภาคประชาชนอย่างน่าสนใจ
รังสรรค์ แสนสองแคว ตัวแทนแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ วิเคราะห์ให้เห็นสภาพของขบวนการภาคประชาชนว่า สิ่งสำคัญคือการทบทวนเรื่องจุดยืนอุดมการณ์ขององค์กรว่าเป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ และทิศทางการต่อสู้ก็จะต้องเป็นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ เรื่องที่ดินทำกิน โครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชน การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ต้องแก้ปัญหาเอกภาพจุดยืนก่อน จึงจะทำเป้าหมายใหญ่ในการยึดอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชนให้สำเร็จ
“
สถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาเป็นตัวชักลากให้พี่น้องคนจนของเราแปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ พี่น้องจำนวนหนึ่งถูกชักลากไปติดกับพรรคการเมืองที่หยิบยื่นผลประโยชน์ให้ เอกภาพคนจนเสื่อมหนักจากการแบ่งสีของประชาชน เมื่อถูกลากจูงไปผิดทิศทาง ไม่สามารถคิดวิเคราะห์สิ่งที่เข้ามารุมเร้าตัวเองได้ สภาพของเครือข่ายคนจนตอนนี้ แตกแยกเป็นแบบเผ่าใครเผ่ามัน ต่างคนต่างต่อสู้ ไม่มีวี่แววจะชนะ”ด้าน สวาท อุปหาด ผู้ประสานงานเครือข่ายสมัชชาคนจน เห็นว่า 15 ปี ของสมัชชาคนจนล้มเหลวในการสร้างเอกภาพ ถ้าคนจนไม่มีความเข้มแข็งและรู้เท่าทันสิทธิของตัวเองเพียงพอ ก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของเสรีภาพ
เขาเห็นว่าเป้าหมายใหญ่อันดับแรกของเครือข่ายคนจนคือ ต้องทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากประเด็นปัญหาหรือผลประโยชน์ส่วนตัว และสร้างเครือข่ายเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เดินหน้าผลักดันแก้ปัญหาปากท้อง เสรีภาพ และปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศ
ด้าน บุญ แซ่จุง ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นถึงจังหวะก้าวต่อไปของสมัชชาคนจนว่า จะต้องช่วยกันผลักดันแก้ปัญหาระบบสิทธิในประเทศไทยเป็นเรื่องต้นๆ โดยเฉพาะสิทธิชุมชนควรผลักให้มีฐานะทางกฎหมาย ผลักดันให้มีภาษีที่ดินก้าวหน้า ผลักดันให้เกิดกองทุนพัฒนาที่ดิน และผลักดันให้รัฐกระจายอำนาจอย่างแท้จริงสู่ประชาชนควบคู่ไปกับมาตรการกระจายการถือครองที่ดินโดยธรรม ถ้าไม่มีการกระจายอำนาจรัฐเกิดขึ้น สิทธิชุมชนจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้







