
ตำรวจกับโอกาสทำผิด อย่าให้ความโลภครอบงำ
สร้างชื่อ(เสีย) ให้วงการสีกากีอีกครั้ง สำหรับเหตุการณ์ 2 ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ร่วมกับพวกที่เป็นพลเรือน ก่อเหตุปล้นชิงทรัพย์สองสามีภรรยาชาวอินเดีย
สร้างชื่อ(เสีย) ให้วงการสีกากีอีกครั้ง สำหรับเหตุการณ์ 2 ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ร่วมกับพวกที่เป็นพลเรือน ก่อเหตุปล้นชิงทรัพย์สองสามีภรรยาชาวอินเดีย
โดย....กันติพิชญ์ ใจบุญ
สร้างชื่อ(เสีย) ให้วงการสีกากีอีกครั้ง เหตุการณ์ ส.ต.ท.บัญชา พรมจักร์ ผบ.หมู่ป.สน.บางรัก และ ส.ต.อ.ธวัชชัย เรืองสุวรรณ ผบ.หมู่ป.สน.พระราชวัง 2 ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ร่วมกับพวกที่เป็นพลเรือน ก่อเหตุปล้นชิงทรัพย์สองสามีภรรยาชาวอินเดีย
เหตุเกิดกลางดึกวันที่ 6 ธ.ค. ขณะที่ รัชชมี ซิงค์ เชื้อสายอินเดีย กำลังพักผ่อนกับภรรยาในบ้านพักย่านบ่อนไก่อยู่เพลิน ก็มีเสียงเคาะประตูและตะโกนตามว่า “เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ รีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้” ด้วยความตระหนก เขาจึงรีเปิดประตูทันที และพบชายฉกรรจ์ 3 คน และ 2 ใน 3 เป็นตำรวจริง ก่อนที่ชายทั้งหมดจะบุกเข้าไปในห้องข่มขู่ให้เหยื่ออยู่เฉย ๆ ก่อนะจรื้อค้นข้าวของภายในห้อง หาสิ่งผิดกฎหมาย
แม้เหยื่อจะขอให้ไปคุยรายละเอียดที่โรงพัก แต่ทั้ง 3 คนไม่ยินยอม พยายามจะเก็บทรัพย์สินมีค่า ทั้งโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ และถุงเสื้อผ้าที่จะนำไปขายวิ่งหนีออกจากห้องและขึ้นรถแท็กซี่ไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งตำรวจสามารถสกัดจับบุคคลทั้ง 3 ไว้ได้ แม้ผู้ต้องหาทั้งหมดยังให้การปฏิเสธอยู่ แต่ตำรวจสน.ลุมพินี ที่ตามรวบตัวได้มั่นใจว่าจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ สามารถเอาผิดคนร้ายได้แน่นอน
สำหรับบางคน อาจจะชินชากับเหตุการณ์นี้ เพราะต้องยอมรับกันว่า ภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาคนทั่วไป ยังคง “ติดลบ” อยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงตำรวจทั้งหมด เพียงแต่ตำรวจบางนาย ยังคงเป็น “ปลาเน่า” และแน่นอนว่า ต้องเหม็นทั้งเข่งแน่นอนหากไม่ปฎิบัติหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์
หากจะยกตัวอย่างคดีต่าง ๆ ที่มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะ “ผู้ก่อเหตุ” ก็มีจำนวนไม่น้อย เช่น ล่าสุดศาลอาญา มีคำพิพากษาประหารชีวิต ส.ต.อ.ประสาท จันทิมา ผบ.หมู่ ป.ช่วยงานฝ่ายสืบสวนปราบปราม สน.ประชาชื่น ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา กรณีนี้ ส.ต.อ.ประมาทได้ใช้ปืนยิง ส.ต.ชัยวุฒิ สังกัดกองพันสารวัตรทหาร กรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด เสียชีวิตเมื่อปี 2551 ขณะที่ส.ต.อ.ประสาท เข้าตรวจแผงค้าซีดีตลาดนัดแฟลตทหาร เมื่อผู้ตายโต้เถียง ส.ต.อ.ประสาทจึงใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตทันที
อย่างไรก็ตาม ในการเอาผิดตำรวจที่ประพฤติไม่ดี หรือทำตัวอยู่เหนือกฎหมายนั้น กฎระเบียบที่ว่าไว้ ก็มีบอกไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ และเจตนาในความผิดนั้นๆ ด้วย ทั้งการว่ากล่าวตักเตือนจากผู้บังคับบัญชา เรื่อยไปถึงให้ออกจากราชการ และ ต้องดำเนินคดีตามความผิดที่ได้ก่อไว้
ประเด็นนี้ สอดรับกับคำพูดของ พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. การกระทำผิดของตำรวจ พูดให้ฟังง่ายๆ ว่า หาก “เรียกรับ จะรับ หรือยอมรับ” ด้วยอามิสสินจ้างใดๆ จะเข้าความผิดตามมาตรา 157 มีโทษสถานเดียวคือ “ไล่ออกจากราชการ และต้องดำเนินคดีอาญาด้วย” ไม่มีโทษอื่นให้ลงโทษ
“เรื่องการกระทำผิดของตำรวจ เราจะเรียกว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อาจจะฟังดูค่อนข้างรุนแรง แต่เมื่อเป็นผู้ที่รักษากฎหมาย ดันมากระทำผิดเสียเอง โทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับก็ย่อมที่จะรุนแรงกว่าประชาชนทั่วไป แต่ในภาพรวมแล้ว การทำผิดของตำรวจ ไม่ว่าจะชั้นยศใด ผู้บังคับบัญชาก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาในมูลเหตุขณะนั้น เพราะในบางครั้ง ผู้ที่กระทำผิดอาจจะทำอยู่นอกเหนือเวลางาน หรือไม่อยู่ในการบังคับบัญชา เหตุที่ผู้บังคับบัญชาต้องมีความผิดด้วย ก็เป็นเพราะเป็นระเบียบบังคับให้ต้องใส่ใจลูกน้อง คอยสอดส่องดูแลอย่างเสมอ แต่ก็ว่ากันได้ยาก เพราะบางทีใครจะไปดูแลพฤติกรรมลูกน้องได้ทั้งหมด”
แต่ในส่วนของของสาเหตุ หรือเหตุจูงใจให้ตำรวจต้องลงมือกระทำผิดกฎหมายล่ะ มาจากอะไรบ้าง คำตอบนี้ รองฯ ภาณุ ฉายภาพให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
1.มีอาวุธ เรื่องนี้สำคัญ เพราะถือเป็นอำนาจที่อยู่ในมือ แต่จะใช้ให้ถูกต้องอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้ที่ถือปืน เพราะในการก่อเหตุ เมื่อมีอาวุธ ก็ง่ายต่อการทำผิดกฎหมาย
2.ค่าครองชีพที่น้อย ส่งผลต่อเนื่องไปยังการคิดก่อเหตุ 3.สิ่งยั่วยวนมีเยอะ ต่างจากรายได้ที่ได้รับอยู่ จึงอาจเป็นมูลเหตุอีกอย่างที่ทำให้ก่อคดี และ 4.คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ถูกกระทำคงไม่กล้าเอาเรื่อง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดทำให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้นว่า เหตุใดตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในแขนงอื่นๆ จึง “อาจ” จะก่อเหตุได้ อีกทั้งในเรื่องการพนัน ซึ่งเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ลงมือก่อเหตุฉกชิงวิ่งราว คล้ายกับเป็นโจรผู้ร้ายก็มี เรื่องนี้ต้องควบคุมตนเองให้ได้
ต้องยอมรับว่า ตำรวจก็เหมือนปุถุชนทั่วไป ที่รัก โลภ โกรธ หลง จนทำให้บางครั้งอาจทำอะไรที่ยับยั่งชั่งใจ หรืออาจหยามใจคิดว่าไม่มีใครเอาผิด จึงริคิด และลงมือก่อเหตุไม่ดี แต่เชื่อว่าตำรวจ “น้ำดี” ในเมืองไทย ก็ยังมีอยู่ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็ต้องยอมรับกันว่า ตำรวจที่แย่ ไม่ดี ก็ยังมีอยู่ในสังคมไทยเช่นกัน
*************************
ตร.เตือนตร.อย่ามักมาก ใฝ่สูง
พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผบช.น. ย้ำให้ตำรวจด้วยกันเอง พึงระลึกถึงแนวทางข้อปฏิบัติ และคำปฏิญาณก่อนรับราชการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจดจำ โดยเฉพาะข้อที่ว่า “อดทนต่อความลำบาก ไม่มักมากต่อทรัพย์สิน” ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประชาชน
“ต้องยึดมั่นให้ได้ ทั้งข้อห้ามและการควบคุมตนเอง เรื่องนี้ตำรวจทุกนายทราบเป็นอย่างดี ฉะนั้น จะไปบอกกล่าวสั่งสอนอะไรมากมายก็ใช่เรื่อง ต้องขึ้นอยู่กับความคิด ความรับผิดชอบต่อเครื่องแบบ หน้าที่ และประชาชน รวมถึงทำตัวให้ถูกครรลองคลองธรรม อย่าเปิดช่อง เปิดโอกาสที่อาศัยว่าตัวเองเป็นตำรวจ หากินด้วยวิถีไม่สุจริต เมื่อกระทำแล้วมีความผิด ถูกจับมา ก็เอาคืนไม่ได้ ทั้งอนาคตในหน้าที่การงาน ต้องระเห็จเข้าไปนอนคุก สถานที่เดียวกับที่ตัวเองต้องคอยส่งคนร้ายเข้าไป ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ดังนั้น ตำรวจต้องมีใจแน่วแน่ และยึดถือหน้าที่ที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด”







