
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : จากปีที่แล้วถึงปีนี้
...พวงรัตน์ อัศวพืศิษฐ์
นับตั้งแต่ที่รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดตัวเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นงานใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือน ส.ค. 2552 โดยถือเป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่งของรัฐบาลนี้ ในเรื่องการเสริมสร้างเศรษฐกิจของไทย มีการประกาศคำมั่นสัญญาถึง 12 ข้อ ซึ่งที่สำคัญก็คือการจะเพิ่มผลผลิตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จาก 12% ของ GDP เป็น 20% ในปี 2555 หลังจากนั้นก็ยังไม่มีงานใหญ่ๆ ในเรื่องนี้อีก จนเมื่อวันจันทร์ที่ 29 พ.ย. 2553 จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่รัฐบาลกลับมาแตะเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นงานใหญ่ โดยให้ชื่อว่า
“มหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติ” มีการเชิญผู้แทนประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย ผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์ รวมทั้งได้เชิญเลขาธิการอังค์ถัด (นายศุภชัย พานิชภักดิ์) มาให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงานด้วย มีการแสดงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ของไทย ทำให้เห็นว่ารัฐบาลน่าจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้และมีความต่อเนื่องในแง่นโยบาย ซึ่งก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดี และทำให้ผู้เขียนต้องหันกลับมาเขียนเรื่องนี้อีก เพื่อดูว่าจะมีความก้าวหน้าจากที่แล้วมากน้อยเพียงใดเผอิญตัวเลขเปอร์เซ็นต์ผลผลิตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เปรียบเทียบกับ GDP ของปีนี้ยังไม่ปรากฏ จึงไม่อาจพูดได้ว่า เวลาที่ผ่านมา 1 ปีนั้น มีเปอร์เซ็นต์ผลผลิตในสาขานี้เพิ่มขึ้นเท่าใด และจะเพิ่มเป็น 20% ทันไหม ในระยะเวลาอีกเพียง 2 ปีข้างหน้า แต่หากจับใจความจากสุนทรพจน์ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้มีผลผลิตประมาณ 12% ของ GDP ก็นับว่า 1 ปีที่ผ่านมานั้น ยังไม่มีการเพิ่มขึ้น เพราะปี 2552 ที่ประกาศไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลก็ว่าจะเพิ่มจาก 12% ของ GDP เป็น 20% ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 1 ปีกว่า และเหลือเวลาอีก 2 ปี จะต้องทำให้เพิ่มเป็น 20% ของ GDP ก็คงจะหืดขึ้นคอกันหน่อย ได้แต่เอาใจช่วย
คงจะต้องมาดูปัจจัยทั้งหลายแหล่ที่จะสนับสนุนการเพิ่มของผลผลิตในอุตสาหกรรมนี้ว่า คืบหน้าไปถึงไหนกันแล้ว ซึ่งที่เห็นเป็นชิ้นเป็นอันก็คือ มีการจัดตั้ง
“สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ” ขึ้นมา ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบาย มาตรการ และกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนนโนบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ หรือเรียกย่อๆ ว่า
“กศส.”ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากร และระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์
รวบรวมศึกษาวิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอเพื่อกลั่นกรองโครงการและงบประมาณ ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอเพื่อกลั่นกรองโครงการและงบประมาณ ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ให้ความรู้และให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการดำเนินการด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ในเชิงพาณิชย์ และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
ส่งเสริมและพัฒนาการผลิต และการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ตลอดจนจับคู่ทางธุรกิจ
รับผิดชอบงานธุรการของ กศส. และ กบศส. และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ กศส. และ กบศส. มอบหมาย
ประสานกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ชี้แจง แสดงความเห็น หรือให้ข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนงาน โครงการ ที่สนับสนุนพันธสัญญาของรัฐบาลและที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อเสนอต่อ กศส.
ให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคคล ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของ กศส. กบศส. และสำนักงานให้เป็นไปตามระเบียบนี้
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงาน สำนักงานอาจร้องขอให้ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปฏิบัติงานที่สำนักงานได้
ค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน และประโยชน์อื่นของ กศส. กบศส. และสำนักงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ กศส. กบศส. และสำนักงานให้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ถ้าดูจากอำนาจหน้าที่ของสำนักงานนี้ ก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่นัก เห็นได้ว่าพยายามครอบคลุมทุกเรื่อง และมองประเด็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นไว้ด้วย เช่น เรื่องของกำลังคนที่จะทำงาน เรื่องที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงให้สำนักงานนี้ขอความร่วมมือในการดำเนินงาน รวมถึงขอคน และเป็นตัวประสานด้วย แต่ในทางเป็นจริงแล้วจะได้รับอะไรแค่ไหนก็คงต้องดูกันต่อไป
เรื่องของนโยบายยังมี กศส. ที่กำหนดให้มีอำนาจมอบให้ประสานงานคุมไว้อีกชั้นหนึ่ง และ กศส.นั้น มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงไม่น่าจะมีปัญหามากนัก แต่ส่วนที่น่าจะเป็นปัญหามากก็คือ เรื่องคนทำงาน เพราะการจะทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรมนั้นไม่ใช่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีการกำกับไว้ด้วยสิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่าตัวชี้วัด หรือ KPI ที่ 20% เพราะถ้าหน่วยงานที่ถูกขอคนไปไม่ส่งคนมีฝีมือมา ซึ่งโอกาสจะส่งคนเช่นนั้นมาคงยาก (เขาก็ต้องเก็บไว้เอง) แต่กลับส่งขยะของหน่วยงานมา สำนักงานนี้ก็คงก้าวขาไม่ออก หรือถ้าออกก็คงเซไปเซมา
งานนี้เรียกว่าเป็นการวัดกึ๋นกันในหลายระดับมาก ตั้งแต่ผู้อำนวยการสำนักงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ตั้ง ผู้ดูแลกำกับ ผู้ให้นโยบาย ซึ่งผู้เขียนไม่อยากลงรายละเอียดว่าใครบ้าง







