posttoday
งบสมดุล ฝันไกลไปถึงยาก

งบสมดุล ฝันไกลไปถึงยาก

01 ธันวาคม 2553

หลังจากที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดจนรัฐบาลต้องทำงบประมาณขาดดุลมาหลายปี นั่นหมายถึงการหาได้ไม่พอจ่ายนั่นเอง ฉะนั้นเงินที่ขาดรัฐบาลก็จะต้องกู้มาปิดหีบงบประมาณแผ่นดิน ทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะสูงขึ้น

หลังจากที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดจนรัฐบาลต้องทำงบประมาณขาดดุลมาหลายปี นั่นหมายถึงการหาได้ไม่พอจ่ายนั่นเอง ฉะนั้นเงินที่ขาดรัฐบาลก็จะต้องกู้มาปิดหีบงบประมาณแผ่นดิน ทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะสูงขึ้น

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

งบสมดุล ฝันไกลไปถึงยาก

หลังจากที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดจนรัฐบาลต้องทำงบประมาณขาดดุลมาหลายปี นั่นหมายถึงการหาได้ไม่พอจ่ายนั่นเอง ฉะนั้นเงินที่ขาดรัฐบาลก็จะต้องกู้มาปิดหีบงบประมาณแผ่นดิน ทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะสูงขึ้น

แต่แม้รัฐบาลจะทำงบประมาณแผ่นดินปี 2553 ขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และในปี 2554 ขาดดุลงบประมาณแผ่นดิน 4.2 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะเป็นงบขาดดุลต่อไปอีกก็ได้หากเศรษฐกิจไม่ดี

แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หนี้ที่เกิดจากการขาดดุลงบประมาณไม่ควรจะมีแล้วในช่วง 34 ปีข้างหน้า เพราะได้มีการวางเป้าหมายให้งบประมาณเข้าสู่สมดุลภายใน 5 ปี หลังจากใช้การจัดทำงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจติดต่อกันหลายปี โดยขณะนี้รัฐบาลไม่มีแผนกู้เงินเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเดิมที่เคยกำหนดว่าจะมีการกู้เงิน 8 แสนล้านบาท ก็ลดลงมาเหลือเพียง 4 แสนล้านบาท

“รัฐบาลวางแผนจะมีการคืนความสมดุลงบ ประมาณใน 5 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการทำแผนปฏิบัติการอยู่ และจากนี้ไปหนี้ที่เกิดจากการขาดดุลไม่ควรจะมีใน 34 ปีจากนี้ไป ยกเว้นเป็นไปตามวัฏจักรซึ่งจะสลับกันไประหว่างการเกินดุลกับขาดดุล หนี้ก็จะไม่เพิ่มขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีผู้คาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 90% นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่คาดคะเนยาก เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยไม่เกิน 60% และมีแนวโน้มว่าจะไม่เกิน 50% ด้วยซ้ำ

เมื่อหัวหน้ารัฐบาลพูดเช่นนี้ รมว.คลัง นายกรณ์ จาติกวณิช ก็ต้องรับลูกและตั้งเป้าที่จะให้งบประมาณแผ่นดินเข้าสู่แผนงบสมดุล 5 ปีนับจากนี้ไป และให้ 3 กรมภาษี คือ กรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต สรุปออกมาเป็นแผนปฏิบัติการในระยะต่างๆ ตั้งแต่ระยะสั้น 1 ปี ไปจนถึง 5 ปี ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยจะต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดและผลลัพธ์สุดท้ายด้วย

ทั้งนี้ พันธกิจของกระทรวงการคลังในระยะ 5 ปี เพื่อสู่การคลังสมดุล ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.การสร้างความมั่นคงทางการคลัง ซึ่งจะแบ่งย่อยออกเป็นแผนการ บริหารลดราย จ่าย แผนการสร้างรายได้ และแผนการบริหาจัดการหนี้สาธารณะ2.การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับคนไทยทุกคน และ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ

“ทุกอย่างที่ทำจะต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเรื่องการบริหารที่ราชพัสดุ การปรับวิธีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อแก้ปัญหาการทุจริต หรืออื่นๆ โดยจะแยกมาตรการต่างๆ ออกเป็นมาตรการระยะสั้นและยาว แต่ละมาตรการมีผู้รับผิดชอบชัดเจน และกำหนดเวลากับตัวชี้วัดที่ตายตัว ทั้งนี้จะมีการแถลงแผนทั้งหมดนี้ในลักษณะ “Manifesto” หรือ “แผนปฏิบัติ” ในเดือน ม.ค. 2554 ต่อไป” นายกรณ์ กล่าว

แต่แผนของ รมว.คลัง จะเป็นจริงได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2553 นั้น นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7-8% ทำให้คาดว่าจะสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย

แต่ในปี 2554 การประมาณการเศรษฐกิจที่ 3-4% ก็น่าเป็นห่วงว่าการจัดเก็บภาษีก็อาจจะไม่ได้พุ่งกระฉูดเหมือนในปีงบประมาณ 2553 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยเหมือนกัน

แผนการคลังสมดุลของรัฐบาลนั้นๆ เน้นไปที่กรมสรรพากร เนื่องจากเป็นหน่วยงานหลักที่เก็บภาษีมากที่สุด ซึ่งทางกรมสรรพากรนั้น นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เตรียมเสนอการปรับโครงสร้างภาษีให้ รมว.คลัง พิจารณาหลายรูปแบบ เช่น แนวทางแรก ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และลดภาษีเงินได้ทั้งนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา หรือแนวทางที่สอง ให้คงแวตเท่าเดิม และลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดา โดยให้มีการยกเลิกสิทธิภาษีส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอบางส่วนให้ได้น้อยลงกว่าเดิม และแนวทางที่สามเหมือนกับแนวทางที่สอง แต่ให้ยกเลิกภาษีบีโอไอทั้งหมด

และเมื่อขึ้นภาษีแล้วก็ต้องลดภาษีให้ด้วย กรมสรรพากรคาดว่าเบื้องต้นสามารถลดภาษีนิติบุคคลให้เหลือได้ 18% จากที่เก็บปัจจุบัน 30% และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงเหลือ 25% จากปัจจุบันสูงสุด 37% โดยต้องยกเลิกสิทธิบีโอไอทั้งหมด จะทำให้การเก็บภาษีของรัฐอยู่เท่าเดิม และคาดว่าจะเสนอแนวทางทั้งหมดได้ภายในต้นปีหน้า

แนวทางการลดภาษีเงินได้นั้น ประชาชนทั่วไทยคงเฮฮา แต่การลดสิทธิภาษีบีโอไอ ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คงจะไม่ยอมง่ายๆ เพราะเป็นอุปสรรคต่อการดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย

แต่การหารายได้เข้าคลังนั้นยังสามารถทำได้อีกหลายทาง เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะต้องผ่านหลายด่าน ทั้งกลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ ที่คัดค้านการขายสมบัติชาติ

ทำให้กระทรวงการคลังเริ่มศึกษาว่าจะรื้อนายสาธิต กล่าวว่า การลดหรือเพิ่มแวต ทุก 1% มีผลทำให้รายได้เพิ่มลด 6 หมื่นล้านบาท และการเพิ่มลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุก 1% ทำให้รายได้เพิ่มลด 6,000 ล้านบาท ส่วนการเพิ่มลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเมินกับการเก็บภาษีไม่ได้ เพราะเป็นหลายอัตราแบบก้าวหน้า

กฎหมายร่วมทุน โดยกฎหมายใหม่ร่นเวลาพิจารณาโครงการจาก 2 ปี เหลือ 1 ปี และเพิ่มมูลค่าโครงการมากกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐให้เอกชนลงทุนแทน หวังให้งบสมดุลภายใน 5 ปี

ด้านการหาเงินก็หาไป แต่ด้านการใช้เงินนั้นรัฐบาลมีโครงการใช้เงินที่ชัดเจน คือ ใช้ในโครงการรัฐสวัสดิการ คือ การรักษาพยาบาลฟรี เรียนฟรี ฯลฯ และใช้ไปในการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และลูกจ้างประจำ

เมื่อรายจ่ายคงที่ แต่รายได้ไม่คง ขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ โอกาสที่จะทำให้งบประมาณสมดุลภายในระยะเวลา 5 ปี ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

แหล่งข่าวจากสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ทำการศึกษามายังไม่เคยมีประเทศใดที่ขาดดุลงบประมาณแล้วตั้งเป้าว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณในกี่ปี แล้วทำได้ตามเป้าสักประเทศ แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศใหญ่

“แต่มันก็ดีกว่าการไม่มีเป้าหมายที่จะลดการขาดดุลงบประมาณเลย” แหล่งข่าวเปิดเผย

การที่ทีดีอาร์ไอมองว่าการสมดุลงบ ประมาณภายใน 5 ปีเป็นเรื่องยาก ก็เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัว ทำให้การส่งออกซึ่งคิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ก็จะไม่ถึง

ส่วนการบริโภคในประเทศก็ไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัว กองทุนไทยเข้มแข็งก็ใช้เงินไปมาก แถมยังมีเงินรั่วไหลมากมาย

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ไม่ง่าย เพราะจะเผชิญการคัดค้านจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และเอ็นจีโอ

ดังนั้น ทางออกทางเดียวที่จะทำให้งบ ประมาณเข้าสู่สมดุลได้ตามแผนก็คือ การลดรายจ่าย แม้ว่าบางรายการใช้จ่ายจะถือว่าติดขอบ ไม่สามารถปรับลดลงได้อีก โดยเฉพาะในงบประจำซึ่งมีสัดส่วนกว่า 60% ของงบ ประมาณรายจ่ายแต่ละปี เช่น ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล การขึ้นเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้าง งบเรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุและอาสาสมัคร งบหนุนโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่เพิ่มขึ้นตามอัตราการเกิดใหม่ แถมยังมีงบที่ต้องจัดให้ตามนโยบายรัฐบาลอีกหลายโครงการ เช่น งบสมทบเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ

แต่ก็ยังมีวิธีที่จะแก้ไขได้ คือ การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด ทั้งค่ารักษาพยาบาล งบที่ส่อเค้าทุจริตในโครงการลงทุน หรืองบที่จ่ายโดยไม่จำเป็นเพื่อเข้ากองทุนหมุนเวียน ทำให้งบนี้ถูกกองไว้หลายแสนล้านโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจตามวัตถุประสงค์ ต้องนำงบนี้กลับคืนคลังหลวงช่วยเป้าหมายสมดุล

แต่ในทางการเมือง เรื่องนี้จะทำได้หรือไม่ ก็ต้องถามใจรัฐบาลว่าอยากให้งบสมดุลตามเป้าหมายหรือไม่ ถ้าต้องการทำเรื่องการลดคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69