posttoday
ปฏิรูปภาษี

ปฏิรูปภาษี

01 ธันวาคม 2553

....พิชัย นริพทะพันธุ์ 

....พิชัย นริพทะพันธุ์ 

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังกำลังมีแนวความคิดที่จะปรับโครงสร้างภาษี แต่ทั้งนี้จากข้อมูลที่ได้รับทำให้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง โดยจะมีการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 18% และจะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 37% เหลือ 25% แต่อาจจะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% แทน โดยที่จุดประสงค์ของการปรับโครงสร้างภาษีนอกจากจะเป็นการหารายได้ให้รัฐแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการลดช่องว่างของผู้มีรายได้ของคนในชาติ

การที่จะลดภาษีนิติบุคคลลงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากการสำรวจของต่างประเทศพบว่าอัตราภาษีในประเทศไทยเป็นปัจจัยปัญหาหนึ่งที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีภาษีนิติบุคคลสูงกว่าประเทศคู่แข่ง แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการขยายฐานภาษีเพื่อให้นิติบุคคลที่ไม่ได้จ่ายภาษีเข้ามาจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มรายได้เข้ารัฐและขจัดการหลบเลี่ยงภาษีของนิติบุคคล ส่วนการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็เช่นกัน กระทรวงการคลังก็ต้องขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มให้มีบุคคลธรรมดาเข้ามาจ่ายเพิ่ม เพราะถ้าดูจากข้อมูลปัจจุบัน ปรากฏว่ามีผู้เสียภาษีเพียง 6 หมื่นคนเท่านั้นที่จ่ายภาษีถึงอัตราสูงสุดที่ 37% ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนถึง 50% ของภาษีรายได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด และมีเพียง 2,400 คนเท่านั้นที่จ่ายเกิน 10 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 34% ของภาษีรายได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด

การลดภาษีรายได้บุคคลธรรมดาลงโดยไม่เพิ่มฐานภาษีจะทำให้มีผู้ได้ประโยชน์มากๆ เพียง 6 หมื่นคนเท่านั้น ในขณะที่ถ้าเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% จะส่งผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มการซื้อสินค้าและบริการ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเพิ่มภาษีแวตดังกล่าวไม่เพียงแต่จะไม่ลดช่องว่างของผู้มีรายได้ในประเทศเท่านั้น กลับจะเป็นการขยายช่องว่างรายได้ เพราะคนรวยจะรวยขึ้นเพราะจะจ่ายภาษีลดลง ขณะที่คนจนจะต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่มที่มากขึ้น

จากการสำรวจพบว่าผู้มีรายได้สูงสุด 20% ของประเทศมีรายได้เป็น 13 เท่าของ 20% ของผู้มีรายได้ต่ำสุด แต่ถ้ามองในด้านทรัพย์สินแล้วจะต่างกันถึง 70 เท่า ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังได้คิดให้รอบคอบ และอยากให้มีแผนงานในการเพิ่มฐานภาษีหรือจำนวนนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะลดภาษีดังกล่าวลง มิเช่นนั้นรายได้ของรัฐจากภาษีอากรจะลดลงไปมาก เพราะปัจจุบันรายได้ของประเทศซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาษีอากรมีสัดส่วนเพียง 1617% รายได้ประชาชาติเท่านั้นซึ่งถือว่าต่ำมาก การที่จะคิดลดอัตราภาษีโดยไม่ขยายฐานภาษีจะทำให้ประเทศมีรายได้ยิ่งลดต่ำลงไปอีก และถ้าจะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มก็น่าที่จะนำไปใช้ในการเพิ่มสวัสดิการให้กับประชาชน

ส่วนเรื่องการปรับปรุงภาษีในการส่งเสริมการลงทุนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ยกเลิกทั้งหมด โดยอยากให้คงสิทธิสำหรับธุรกิจที่เป็นอนาคตของประเทศต่อไป โดยรัฐบาลจะต้องพิจารณาว่าธุรกิจใดบ้างที่จะเป็นอนาคตของประเทศ

เรื่องปรับโครงสร้างภาษีนี้เข้าใจว่าน่าจะมีการพิจารณาภาษีศุลกากร และภาษีสรรพสามิตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีสรรพสามิตน่าจะเป็นเครื่องมือในการเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้งยังสามารถใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนได้ การที่กรมสรรพสามิตออกมาพูดเรื่องการเก็บภาษี SMS นั้น เป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้ทำไว้ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ โดยจะเก็บจากบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก SMS ที่ฟุ่มเฟือยครั้งละ 6 บาท 9 บาท เช่น การดูดวง การออกความเห็น การให้คะแนนผู้แข่งขัน ฯลฯ ไม่ใช่ SMS ทั่วไป และภาษีมือถือน่าจะหมายถึงภาษีสรรพสามิตระบบมือถือที่จะแปลงมาจากค่าสัมปทานของผู้ประกอบการมือถือที่ถูกทำให้สับสนจนรัฐหาช่องทางการเก็บไม่ได้ และยังมีอีกหลายรายการที่ได้ทำไว้และอยากให้พิจารณา

แต่สิ่งที่รัฐบาลได้พูดมานานแต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมคือ ภาษีที่ดินและทรัพย์สินและภาษีมรดก ซึ่งจะเป็นการหารายได้เข้ารัฐได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งยังเป็นการลดช่วงว่างระหว่างผู้มีฐานะร่ำรวยและผู้มีฐานะยากจนในประเทศ ซึ่งรัฐน่าจะเริ่มเก็บภาษีดังกล่าวควบคู่ไปกับการลดภาษีบุคคลและนิติบุคคล

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม