
เช็กขุมกำลังสว. ชี้ชะตาแก้รธน.!!
25 พ.ย. ถือเป็นไฮไลต์ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เพราะจะมีการลงมติว่าจะรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้ง 4 ฉบับหรือไม่ และจะมีฉบับไหนบ้างได้เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไป
25 พ.ย. ถือเป็นไฮไลต์ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เพราะจะมีการลงมติว่าจะรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้ง 4 ฉบับหรือไม่ และจะมีฉบับไหนบ้างได้เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไป
โดย...ทีมข่าวการเมือง
25 พ.ย. ถือเป็นไฮไลต์ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เพราะจะมีการลงมติว่าจะรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้ง 4 ฉบับหรือไม่ และจะมีฉบับไหนบ้างได้เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไป
การอภิปรายสองวันที่ผ่านมายอมรับว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส.และ สว. มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันพอสมควร โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1.สนับสนุนและไม่สนับสนุนร่างแก้ไขของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) 2.สนับสนุนให้แก้ไขระบบเลือกตั้งและมาตรา 190 3.สนับสนุนแก้ไขมาตรา 190 เพียงอย่างเดียว และ 4.ไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่ตัวอักษรเดียว
4 แนวทางที่ออกมานับว่าเป็นสถานการณ์บีบหัวใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่ง เพราะถึง ณ วันนี้ก็เป็นการยากที่จะดูออกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสามารถเดินหน้าไปได้หรือไม่ โดยเสียงที่รัฐบาลต้องการตอนนี้อยู่ที่ 310 เสียงขึ้นไป เมื่อดูต้นทุนที่รัฐบาลมีแน่ๆ จะมีอยู่เพียง 270 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่รวมคณะรัฐมนตรีที่เป็น สส.ด้วยแล้ว เท่ากับว่าภารกิจสำคัญ คือ ต้องหาเพิ่มอีกประมาณ 40-50 เสียง เพื่อกันเหนียวให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินไปต่อได้
เมื่อดูสถานการณ์เวลานี้รัฐบาลคงหวังพึ่งความร่วมมือจากพรรคเพื่อไทยที่กุม 186 เสียงค่อนข้างลำบาก เพราะพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนอยู่แล้วว่าต้องการเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ใหม่ จึงต้องเทเสียงสนับสนุนร่างแก้ไขของคปพร. ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าคงไม่สำเร็จ
ส่งผลให้รัฐบาลต้องไปหวังพึ่งเสียงจาก สว.แทน ซึ่งจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
สาเหตุที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากเมื่อดูการเสนอกฎหมายของรัฐบาลที่ผ่านมา เสียง สว.ส่วนใหญ่ก็ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ รวมไปถึงกรอบการเจรจาระหว่างประเทศที่รัฐบาลต้องเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา
จะมีเพียงครั้งเดียวที่หืดขึ้นคอ คือ การพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ถึงขั้นที่รัฐมนตรีในรัฐบาลหลายคนต้องปิดห้องล็อบบี้ สว.เป็นรายกลุ่มเพื่อขอเสียงสนับสนุนกันเลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิสภากับรัฐบาลในระยะหลังๆ เรียกได้ว่าค่อนข้างเหินห่างกันพอสมควร สะท้อนได้จากการให้ความร่วมมือของรัฐมนตรีในการเดินทางมาตอบกระทู้ถามของวุฒิสภาตลอดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีมากนักทำให้กระทู้ถามส่วนใหญ่ต้องถูกเลื่อนออกไป หรือถึงแม้จะมาตอบแต่ก็มาตอบเมื่อสถานการณ์ได้ผ่านไปแล้ว
โดยเรื่องนี้มีเสียงอื้ออึงภายในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) มาแล้วหลายครั้งว่ารัฐบาลมักจะไม่ให้ความสำคัญกับวุฒิสภาหลายครั้ง
นี่จึงเดาทาง สว.ยากพอสมควรว่า จะออกมาในรูปแบบไหน
ความเป็นไปได้ที่สุดเสียงของ สว.น่าจะแตกออกเป็น 3 ทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1 รับเฉพาะร่าง คปพร. แนวทางที่ 2 รับเฉพาะร่างของพรรคร่วมรัฐบาลและ ครม. และแนวทางที่ 3 ไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดเลยแม้แต่ฉบับเดียว โดยเสียง สว.ส่วนใหญ่จะเทไปที่รับร่างของพรรคร่วมรัฐบาลและ ครม.ราว 50-60 เสียง เพียงพอกับทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไปได้
ส่วนที่เหลือคงจะแบ่งไปในส่วนของการออกเสียงไม่รับร่างแก้ไขแม้แต่ฉบับเดียวประมาณ 20-30 เสียง เช่นเดียวกับการรับร่าง คปพร.ที่อาจจะมีอยู่ส่วนหนึ่งราว 10-20 คน ส่วนที่เหลืออาจของดออกเสียงแทน
ทั้งนี้ เสียง สว.ส่วนใหญ่ที่จะเทให้กับแนวทางที่ 2 มาจาก สว.สายเลือกตั้งที่สายสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะทางพรรคภูมิใจไทย เช่น กลุ่มของนายนิคม ไวยรัชพานิช สว.ฉะเชิงเทรา และรองประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นเครือญาติกับนายสุชาติ ตันเจริญ กลุ่มบ้านริมน้ำในพรรคภูมิใจไทย เช่นเดียวกับกลุ่มของนายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สว.บุรีรัมย์ ที่มีคอนเนกชันระดับบิ๊กกับเนวิน ชิดชอบ
โดยทั้งสองกลุ่มนี้กำลังมีบทบาทอย่างมากในวุฒิสภาเพราะกำลังจะเตรียมตัวเสนอชื่อบุคคลจะเข้ามาทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาใหม่แทนนายประสพสุข บุญเดช ที่กำลังจะหมดวาระจากการเป็น สว.สรรหาในต้นปี 2554
ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาดูกลุ่ม สว.ที่เคยทำหน้าที่อยู่ในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง สว.นนทบุรี เป็นประธาน ที่มีอยู่จำนวนพอสมควร 20 คน ซึ่งเหนียวแน่นอยู่กับ สว.สายข้าราชการหลายคนรวมๆ กันน่าจะมากกว่า 30 คน
กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่คว่ำร่างของ ครม.เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล หลังจากการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้สอดคล้องกับแนวคิดของคณะกรรมการชุดนายดิเรก แต่กลับไปตั้งคณะกรรมการที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ มาเป็นประธานเพื่อพิจารณาซ้ำซ้อนเข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของ สว.กลุ่มนี้จะยกมือสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคร่วมรัฐบาลแทน
ส่วนเสียง สว.ที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญของ คปพร.ต้องจับตาไปที่กลุ่มของนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สว.ศรีสะเกษ เพราะเป็นกลุ่มที่เคยลงชื่อสนับสนุนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญของนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งมีเนื้อหาในทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ได้ถอนชื่อในภายหลัง จึงมีแนวโน้มจะสนับสนุนร่างของ คปพร.
สำหรับเสียง สว.ที่ไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยคงหนีไม่พ้นกลุ่ม 40 สว. ซึ่งมีท่าทีทางการเมืองสอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มาโดยตลอด ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 คนเป็นอย่างต่ำ แต่เอาเข้าจริงอาจจะมีการพลิกผันในช่วงเช้าได้ หากรัฐบาลสามารถเข้ามาล็อบบี้เพื่อให้ สว.บางคนที่อยู่ในโทนเหลืองไม่เข้มมากนักกลับมาเปลี่ยนใจสนับสนุนรัฐบาล
วันนี้มีคำตอบ ไม่ใช่แค่จะแก้ได้หรือไม่ แต่จะเกี่ยวพันกับชะตากรรมรัฐบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากไม่สามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ







