posttoday
ปฏิรูปพร้อมแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ปฏิรูปพร้อมแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

25 พฤศจิกายน 2553

....นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมี

การปฏิรูปมีเป้าหมายที่การแก้ปัญหาในระยะยาว แต่ชาวบ้านเดือดร้อนแสนสาหัส สารพัดเรื่อง จะมัวทำแต่เรื่องระยะยาวก็จะดูลอยตัวจนกลายเป็นใจดำ ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไปกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน

คณะกรรมการปฏิรูปดูจะเข้าใจความจริงข้อนี้เป็นอย่างดีและมุ่งมั่นหาคำตอบ เพื่อวางรากฐานลดปัญหาในอนาคตที่เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้ง ขัดข้อง จนประชาชนเดือดร้อนมากมายอยู่ในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกันก็ทำตัวเป็นปากเสียงหรือช่วยเชื่อมโยงทั้งทางตรงทางอ้อมให้เกิดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ผู้มีอำนาจรัฐหรือกลไกการแก้ปัญหาอยู่ในมือ แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น

ล่าสุดกลไกปฏิรูปของรัฐบาลรับฟังปัญหาประชาชนนำไปสู่การตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อปฏิรูปประเทศไทยใน 4 ด้านใหญ่ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สวัสดิการ ความยุติธรรม และการศึกษา นับเป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสรุปที่ออกมาดูจะมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่มาก เพราะเน้นการหามาตรการหรือโครงการความช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก หมดเวลารัฐบาล มาตรการก็อาจหยุดไปได้ง่ายๆ

ไม่ได้ยินการมุ่งแก้ที่พื้นฐาน คือ การแก้กติกาหรือสร้างกลไกเพื่อทำให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะเพื่อลดช่องว่างระหว่างผู้ได้เปรียบและผู้เสียเปรียบในสังคม

รวมไปถึงการจัดอำนาจรัฐให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลดหรือขีดวงอำนาจรัฐที่ไปกระทบสิทธิพื้นฐานในการครอบครองที่ดิน ประกอบอาชีพ หรือใช้สิทธิพื้นฐานประจำวัน

ที่หากทำได้ก็จะมีผลต่อเนื่องไปอีกนาน

การคิดเพียงโครงการช่วยเหลือประชาชน จะเรียกว่า เป็นการปฏิรูป น่าจะยังไม่ได้ ไม่นับว่าโครงการที่จะเข็นออกมามีน้ำยา หรือสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงเครื่องมือหาเสียงของนักการเมือง กับเป็นเครื่องมือหากินของผู้ที่เข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการโครงการ

ในเรื่องราวมากมายที่รัฐบาลสรุปไว้มีอยู่อย่างน้อย 3 เรื่องที่รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าพร้อมกับการปฏิรูปเชิงโครงการไปพร้อมกัน เพื่อป้องกันเกิดปัญหาซ้ำซาก กับวางรากฐานสร้างโอกาสและศักยภาพแก่ประชาชน

เรื่องแรก คือ เรื่องที่ดิน

ปัญหาเรื่องที่ดินที่ต้องแก้เฉพาะหน้า คือ ปัญหาของกลุ่มประชาชนที่มีสิทธิแต่กลับหมดสิทธิ เพราะการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เหมาะสมกับประชาชนที่น่าจะมีโอกาสทำมาหากินบนที่ดินที่เคยใช้ประโยชน์อยู่เดิม แต่เป็นที่ของรัฐ หากรัฐบาลจะหารูปแบบการใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่มุ่งเรื่องการพิสูจน์สิทธิเป็นหลัก

ทั้งสองกลุ่มปัญหานี้ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่มีโอกาสทำมาหากินอย่างปกติ และมีหลายกรณีที่ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้ต้องหาอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนถูกจับในข้อหาบุกรุก ทั้งที่เป็นการไปทำมาหากินบนที่ดินของตัวเอง บางคนถูกจับด้วยข้อหาทำโลกร้อน (ข้อหาทันสมัยแต่ผิดที่ผิดทางเห็นๆ)

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสองกลุ่มนี้ นอกจากช่วยให้ประชาชนที่เดือดร้อนต้องคดีมากมายได้มีโอกาสทำมาหากินบนที่ดินที่เคยอยู่กิน หรือใช้ประโยชน์มานาน ยังเป็นโอกาสทำให้เห็นประเด็นปัญหาที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีที่ดิน ที่ไม่สามารถกระจายการถือครองและการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ในขณะที่ประชาชนที่เดือดร้อน เพราะไม่มีที่ดินทำกินมีมากขึ้น

หรือการขาดกลไกที่จะช่วยให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดิน สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดิน จนไม่ต้องเอาที่ดินไปเปลี่ยนเป็นเงินมาแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แล้วกลับมาเป็นปัญหาให้ต้องปฏิรูปที่ดินซ้ำซาก

หรือการตั้งกติกากับกลไกเพื่อช่วยให้ผู้ยากไร้ในเมืองมีบ้านเป็นของตนเองแทนที่จะอยู่กันในที่แออัด ผิดกฎหมาย กลายเป็นภาระของชีวิต เพราะกฎหมายไม่สนใจดูแล

เรื่องที่สอง คือ เรื่องหนี้สิน

นอกเหนือจากมาตรการยืดหรือยกหนี้กับนโยบายปล่อยสินเชื่อ โดยกลไกการเงินของรัฐหรือการจัดการกับบริษัททวงหนี้ที่ทำกับลูกหนี้เหมือนอาชญากรแล้ว การแก้เชิงโครงสร้างและกลไกยังมีอีกมากมาย และต้องทำให้สอดคล้องกับผู้ประกอบอาชีพแต่ละกลุ่มใหญ่ๆ มีอยู่สองกลุ่ม คือ เกษตรกรกับผู้ใช้แรงงาน

เห็นชัดว่าทั้งสองกลุ่มนี้ยังไม่มีกลไกที่จะช่วยให้เกิดการรวมตัวกันเพื่อสร้างรายได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่กลไกที่จะมารวมตัวกันต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองราคาพืชผลหรือต่อรองค่าแรงขั้นต่ำ แต่เป็นกลไกที่จะทำให้เข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นระบบเพื่อไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เช่น ธนาคารลูกจ้าง หรือธนาคารชุมชน หรือกลไกรวมตัวกันของเกษตรกรเพื่อการทำธุรกิจ (การเกษตร) ที่เคยเรียกกันว่าสหกรณ์ แต่ปัจจุบันแนวคิดและรูปธรรมการรวมตัวมีมากกว่าการรวมตัวเพื่อวัตถุประสงค์ 6 ประเภทอย่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำกัดวางไว้แต่ดั้งเดิม

นี่ไม่นับเรื่องการให้เกษตรกร (ตัวจริง) เข้ามามีโอกาสร่วมกำหนดนโยบายการเกษตร (รวมถึงนโยบายการใช้ประโยชน์จากที่ดิน) เพื่อไม่ให้เกษตรกรกลายเป็นเพียงแรงงานรับจ้างหรือสะสมหนี้สิน จนต้องทิ้งที่ดินหรือเลิกอาชีพการเกษตรในที่สุด

เรื่องที่สาม คือ เรื่องความยุติธรรมที่กว้างขวางมหาศาล แต่เอาง่ายๆ แค่สองเรื่อง คือ เรื่องการถูกจับกุมคุมขังเกี่ยวเนื่องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การถูกตัดสิทธิการเป็นคนไทย กับเรื่องโครงสร้างภาษี

สองกรณีแรกแก้เฉพาะหน้าได้ง่ายมาก เพราะมีข้อมูลจำนวนผู้เดือดร้อนค่อนข้างชัดเจน และมีการเรียกร้องให้แก้ไขกันมานาน แถมแก้มาต่อเนื่อง แต่น่าสงสัยว่าทำไมไม่ค่อยคืบหน้า

การแก้ไขสำคัญ คือ การทำให้กลไกรัฐที่เกี่ยวข้องทำงานให้เสร็จสิ้นในเวลาอันสั้น แทนการอ้างข้อกฎหมายจนดูเหมือนเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ (ต้องรอแก้กฎหมายกันยาวนาน)

ทั้งที่ความจริงคือการแก้ปัญหาต้องการเจ้าภาพมาทะลุทะลวงด่านในสารพัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะปล่อยให้ไปหยุดอยู่ประตูกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

แต่ที่สำคัญกว่ากลับเป็นการแก้ไขกฎหมายสารพัดฉบับที่ทำให้การใช้ทรัพยากรไปตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ชายฝั่งทะเล แร่ธาตุ น้ำ หรือแม้กระทั่งน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงกฎหมายที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทยมีฐานะเป็นคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิสมศักดิ์ศรี รักเมืองไทยอย่างจริงจัง

ส่วนเรื่องที่สาม คงต้องหาผู้รู้มาช่วยกันดูว่าจะปรับตรงไหนระหว่างการเพิ่มประเภทภาษี การปรับอัตราการเสียภาษีหรือการขยายฐานผู้เสียภาษี พร้อมกับการปรับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

รัฐบาลอยู่ในฐานะที่เหมาะที่สุดที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน เชื่อมโยงไปสู่การปฏิรูปในระยะยาว

ส่วนประชาชนตาดำๆ ทั้งที่เดือดร้อนโดยตรง จากปัญหาสารพัดทั้งสามกลุ่ม หรืออาจจะกลายเป็นผู้เดือดร้อนในอนาคตจากกติกา ที่ไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่หรืออาจไม่เดือดร้อน แต่อยากเห็นประเทศชาติ เพื่อนร่วมชาติอยู่กันอย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี

สิ่งที่ทุกคนทำได้และต้องทำ คือ การไม่รอดู หรือฝากความหวังไว้กับรัฐบาล เพียงเพราะว่ารัฐบาลได้ขยับ ประกาศแผนปฏิรูปแล้ว เพราะที่แน่ๆ แม้รัฐบาลจะจริงใจหรือตั้งใจ ก็ใช่ว่าการปฏิรูปอย่างที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากประชาชนไม่เข้ามาร่วมรับรู้ ติดตาม ทวงถาม

นี่ไม่นับว่ารัฐบาลอาจไม่จริงใจหรือจริงจัง เพราะมัวแต่ไปจัดการกับการเมืองทั้งภายในและภายนอก หรือติดขัดกับสารพัดกลไกที่มีอยู่ ที่ต่างอ้างความชอบธรรม กอดกฎหมาย แทนที่จะหันมาดูความเดือดร้อนหรือมองหาโอกาสในการ สร้างกติกา ปรับความสัมพันธ์ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

นี่ว่ากันเฉพาะการปฏิรูป โดยพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพร้อมกัน แต่หากวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง โดยไม่ยึดกับปัญหาเฉพาะหน้า มีโจทย์สำคัญของการปฏิรูปที่หากได้ทำอย่างจริงจังจะเป็นการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และกระจายโอกาส ในการพัฒนาตนเอง พัฒนาประเทศ อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

นั่นคือการสร้างกลไกและกติกาให้ประชาชนมามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการเมือง การพัฒนาท้องถิ่น และการใช้ทรัพยากร

ที่ต้องมีมากกว่าแค่การกระจายอำนาจตามแผนกระจายอำนาจอย่างที่ทำๆ กันมา แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นตัวแปรสำคัญ ปฏิรูปสู่สังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างจริงจัง

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม