posttoday

"อนุทิน"วอนอย่าชุมนุมการเมือง เสี่ยงโควิด-19 เผย จันทร์นี้แจกหน้ากากอนามัยฟรี

29 กุมภาพันธ์ 2563

รมว.สธ. เข้มมาตรการคุมโควิด-19 วอน แฟลชม็อบ นักศึกษา คิดให้หนัก ก่อนร่วมชุมนุม ขู่ใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ คุมเข้ม พร้อมระบุ เตรียมแจกหน้ากากอนามัยฟรี 3 ชิ้น/คน 2 มี.ค.นี้ ด้าน ปลัดฯเผย พบผู้ป่วยชายติดเชื้ออีก 1 คน รวมยอดสะสม 42 คน

เมื่อวันที่ 29 กพ. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข ถึงมาตรการการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคปิดอักเสบอันเกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด -19 ระบุว่า มีประกาศในราชกิจจานุเบกให้โรค โควิด -19 เป็นโรคระบาดอันตรายแล้ว จากนี้ เจ้าหน้าที่จะได้รับความสะดวกในการทำงานมากขึ้น สามารถสั่งห้ามการเดินทาง สั่งกักตัวได้ แต่จะทำภายใต้ความเหมาะสม ปัจจุบัน การควบคุมโรคของไทยถือว่าทำได้ดี จากที่เคยมีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับ 2 ของโรค ล่าสุด เราอยู่อันดับที่ 13 และเราจะยืดเวลาให้การระบาดอยู่ในระดับที่ 2 นานที่สุด แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

นายอนุทิน กล่าวว่า ทราบว่าจะมีการชุมนุม แสดงจุดยืนทางการเมือง เราไม่ปิดกั้นความต้องการของท่าน แต่ขอให้ท่านคำนึงถึงภาพรวมของสังคม เพราะโควิด -19 เป็นโรคที่รักษาได้ แต่ติดง่าย การไปอยู่รวมกัน โอกาสติดโรคมันสูงกว่าอยู่แล้ว หากติดเชื้อ 1 คน ทางกระทรวงฯ ต้องตามไปคุมโรคกับคนใกล้ชิดอย่างน้อยที่สุดคือ 30 คน แล้วถ้าเกิดรับเชื้อพร้อมกันทีละมากๆ ย่อมจะเป็นงานหนักในการคุมโรคแน่นอน ขอให้คิดกันให้หนักๆ ก่อนจะร่วมกิจกรรมใดๆ

"ผมเข้าใจปัญญาชน แต่ตอนนี้มันมีการระบาดของโรค แต่ผมไม่ได้ปิดกั้น เท่ากับเราไม่ได้สั่งห้าม แต่ขอให้ทุกคนช่วยกันระมัดระวังการแพร่ระบาดของโรค เพราะถ้าติดกัน 1 คน ในที่ชุมนุม เท่ากับเราต้องตามไปคุมโรคกับทุกคนที่ร่วมชุมนุม และต้องตามไปถึงคนใกล้ชิดกับทุกคนที่ร่วมชุมนุม อยากขอร้องให้ลองคิดดูว่ามันจะมีวิธีแสดงออกด้วยวิธีอื่นไหม"นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในช่วงเย็นวันนี้ (29ก.พ.) รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ จะต้องห้ามการชุมนุมหรือไม่ว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องตระหนักถึงอันตราย และต้องเข้าใจว่าขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพราะมีการแพร่ระบาดของโรค การรวมตัวกัน ของคนหมู่มาก ก็จะทำให้การระบาดมากขึ้น ซึ่งเราได้แสดงความกังวลไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และตนได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ว่าหากจะมีคำสั่งออกมาอย่างไร ตามกฎหมายที่แต่ละฝ่ายมีอำนาจอยู่ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขทำได้เพียงแค่แจ้งเตือน และขอความร่วมมือ ถ้าห้ามได้ ตนก็ห้ามแล้ว แต่อย่าให้ถึงขนาดต้องบังคับ เพราะหากไม่ยอมก็จะเป็นเรื่องขึ้นมา

“หรืออาจจะต้องไปใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในการควบคุมไม่ให้เกิดการชุมนุม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากห้ามแล้วแต่ไม่ฟัง ผู้จัดงานหรือหากจัดการชุมนุมก็ต้องรับผิดชอบ หากเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค” นายอนุทิน กล่าว

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มแจกหน้ากากอนามัย วันละ 100,000 ชิ้น โดยประชาชนสามารถรับฟรี ได้คนละ 3 ชิ้น ในวันที่ 2 มีนาคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ต่างจังหวัดกำลังจัดระบบในการส่งหน้ากากอนามัยไปให้ถึงในเร็ววัน

ด้าน นพ. สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้ได้รับรายงาน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้ง 2 แห่ง (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี) ยืนยันพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่ม 1 ราย ผู้ป่วยเป็นเพศชาย อายุ 21 ปี อาชีพพนักงานขาย สัมผัสใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ เริ่มป่วยวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ขณะนี้รับไว้รักษาอยู่ที่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ด้วยอาการไข้ ไอ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อ ขณะนี้ได้ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด ทั้ง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนแล้ว

ขณะนี้มีผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 14 ราย รักษาหายแล้ว 28 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 42 ราย โดยเป็นผู้ป่วยที่มาจากการเฝ้าระวัง 28 ราย (เป็นคนจีน 16 ราย คนไทย 12 ราย) และเป็นผู้ป่วยที่มาจากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย 14 ราย (เป็นคนจีน 9 ราย คนไทย 5 ราย) ทำให้ขณะนี้ไทยมีรายงานผู้ป่วยอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 2 รายที่สถาบันบำราศนราดูร ขณะนี้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อแล้ว รอร่างกายฟื้นตัว 

ข่าวล่าสุด

กรมพัฒน์ งัดเทคโนโลยีสกัดนอมินี ตรวจบริษัทเสี่ยง 2.6 หมื่นราย