
แฉหญิงไทยทำแท้งตายสูง10เท่า
เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ชี้ “ทำแท้ง” ในไทยเป็นเรื่องคนมีเงิน พบอัตราหญิงไทยทำแท้งตายสูงร่วม 10 เท่า ของหญิงทำคลอด เสนอแก้ไขกม.มาตรา 305
เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ชี้ “ทำแท้ง” ในไทยเป็นเรื่องคนมีเงิน พบอัตราหญิงไทยทำแท้งตายสูงร่วม 10 เท่า ของหญิงทำคลอด เสนอแก้ไขกม.มาตรา 305
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน ณ โรงแรมเฟิสท์ กรุงเทพฯ เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม จัดเสวนาเรื่อง “ทัศนคติของสังคมต่อเรื่องท้องไม่พร้อม” เพื่อหามาตรการป้องกันการท้องและการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาท้องไม่พร้อม เพื่อสร้างความเข้าใจต่อปัญหาและหาทางออกร่วมกัน โดยสถานการณ์รอบโลกพบว่า มีประเทศร่วม 97% ทั่วโลก ที่เปิดโอกาสให้ทำแท้งได้ ภายใต้ในเงื่อนไข 7 ข้อ ดังนี้ 1.เพื่อรักษาชีวิตผู้หญิง 2.มีปัญหาสุขภาพ 3.มีปัญหาทางจิต 4.ถูกข่มขืน 5.ตัวอ่อนพิการ 6.มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม และ 7.ตามการร้องขอ ทั้งนี้ในประเทศพัฒนาปี 2551 พบว่า มีจำนวนการตั้งท้อง 205 ล้านต่อปี เกิดการท้องที่ไม่วางแผน 25% โดย 22% ของจำนวนท้องทั้งหมด จบลงด้วยการทำแท้ง ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาพบว่า มีจำนวนการตั้งท้อง 182 ล้านต่อปี เกิดการท้องที่ไม่วางแผน 33% โดย 19% ของจำนวนท้องทั้งหมดจบลงโดยการทำแท้ง 19% (11% เป็นการทำแท้งโดยไม่ปลอยภัย)
รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตอกย้ำว่า สังคมไทยใจร้ายกับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ด้วยการใช้มาตรการเดียวคือ การควบคุม ด้วยการห้ามการทำแท้งอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นปัญหาในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะการห้ามการทำแท้งคือ การเลือกปฏิบัติกับผู้หญิง โดยเฉพาะกฎหมายต้องปรับให้ทันยุคสมัย เพราะว่า ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมแล้วไปทำแท้งไม่ใช่อาชญากร ฉะนั้นต้องเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อการทำแท้งด้วย ล่าสุดค่าเฉลี่ยการทำแท้งจากกระทรวงสาธารณสุข ใช้จ่ายการทำแท้ง ตกแล้วรายละ 2,654 บาท แต่ค่ารักษาหลังจากทำแท้งแล้วประมาณ 21,024 บาท/ราย สะท้อนให้เห็นว่า ผู้หญิงไทยเข้าไม่ถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ฉะนั้นปัญหาการยุติการตั้งครรภ์เป็นปลายเหตุของปัญหา โดยมีสถิติบ่งชี้อัตราการตายจากการทำแท้งของคนไทย 300 คนต่อแสน ขณะที่การตายจากการทำคลอดของคนไทยนั้นอยู่ที่ 30 คนต่อแสนคน
“สังคมไทยมีรูปแบบการทำแท้งเสรีคือ การทำแท้งจะทำเมื่อไหร่ที่ไหนก็ได้ แค่เพียงมีเงิน มีข้อมูล กลายเป็นเรื่องของคนมีสตางค์ ซึ่งมองว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นศาสนา แต่เป็นเรื่องสุขภาพ ฉะนั้นผู้หญิงต้องเป็นคนตัดสินปัญหาด้วยตัวเอง อย่างรอบด้าน โดยมีรัฐ เอกชน ช่วยให้บริการรับฟังปัญหาและการแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน ฉะนั้นต้องการยื่นข้อเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 305 ที่ เสนอในร่างแก้ไข พ.ศ. 2524 ระบุว่า แพทย์เท่านั้นที่มีอำนาจทำแท้ง และหญิงยอมให้ทำ ภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อคือ 1. จำเป็นจะต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ 2. หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำผิดทางอาญามาตรา 276, 277, 282, 283, และ 284 โดยมีข้อเสนอเพิ่มเติม 4 ข้อ ดังนี้ 1. จำเป็นจะต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพทางกาย หรือสุขภาพทางจิตของหญิงนั้น หรือ 2. หากทารกในครรภ์คลอดออกมา จะพิการทางกายหรือทางจิต หรือ 3. เมื่อการคุมกำเนิดของหญิงหรือสามีซึ่งได้รับบริการจากแพทย์ หรือโดยคำสั่งแพทย์ ไม่ได้ผล และ 4. หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำผิดทางอาญา (หมายถึงตั้งครรภ์เพราะถูกข่มขืน) เพิ่มเติมจากประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2500 ที่มีข้อยกเว้นให้ผู้หญิงทำแท้งได้ในมาตรา 305” รศ.ดร.กฤตยา
ด้านน.ส.อุษาสินี ริ้วทอง หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ทางสังคม องค์การแพธ กล่าวว่า การสอนเพศศึกษาในสถาบันร่วม 1,400 แห่งนั้น มีเพียง 30% เท่านั้นที่ให้ความสนใจ ครูส่วนใหญ่มักไม่เลือกที่จะเสนอประเด็นการทำแท้งในการสอนเพศศึกษา แต่เลือกที่จะหยิบเอาเรื่องบาปมาสอน ทำให้ยังไม่ก้าวข้ามประเด็นอื่นๆ เช่น วัยรุ่นหญิงชายจะทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาวะทำแท้ง หรือต้องการได้รับความช่วยเหลือแบบไหน มีเพียงแต่ห้ามไม่ให้ทำแท้ง หรือห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความช่วยเหลือแก่คนรุ่นใหม่ให้เขาได้รับความรู้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในเรื่องเพศศึกษา เพื่อให้หลุดออกจากมายาคติที่สังคมได้สร้างกรอบไว้
ด้านนายตุล ไวฑูรเกียรต์ นักร้องและนักแต่งเพลง วงอพาร์ตเมนต์คุณป้ากล่าวว่า กล่าวว่า ผมมองสังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่บนความคาดหวัง บีบให้คนใช้ชีวิตเป็นขั้นตอน เพราะงั้นปัญหาที่ผู้หญิงเลือกไปทำแท้งแบบไม่ปลอดภัย อาจไม่เกี่ยวกับตัวกฎหมาย แต่เกี่ยวกับความกดดันทางสังคม ซึ่งนับวันก็จะเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอมีประเด็นฮอตขึ้นมา สื่อก็สนใจ แต่เราจะทำอย่างไรให้ภาพความตื่นเต้น จุดประเด็นให้สังคมเข้ามาร่วมแก้ไขอย่างไร ไม่ฉะนั้นมันก็จะเงียบไป







