
จับตาวิกฤตยุโรปโดมิโนมรณะไม่ได้มีแค่ กรีซ-ไอร์แลนด์
“วิกฤตไอร์แลนด์” สึนามิทางการเงินลูกใหม่ที่ก่อตัวทำเอายุโรป และตลาดโลกอกสั่นขวัญแขวนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ไม่เพียงสร้างความปั่นป่วนต่อค่าเงิน ตลาดพันธบัตร
“วิกฤตไอร์แลนด์” สึนามิทางการเงินลูกใหม่ที่ก่อตัวทำเอายุโรป และตลาดโลกอกสั่นขวัญแขวนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ไม่เพียงสร้างความปั่นป่วนต่อค่าเงิน ตลาดพันธบัตร
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
“วิกฤตไอร์แลนด์” สึนามิทางการเงินลูกใหม่ที่ก่อตัวทำเอายุโรป และตลาดโลกอกสั่นขวัญแขวนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ไม่เพียงสร้างความปั่นป่วนต่อค่าเงิน ตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นยุโรปในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังเป็นที่หวั่นเกรงว่า วิกฤตระลอกใหม่นี้ กำลังเป็นสัญญาณเตือนว่า “ปัญหาหนี้ในยุโรป” ที่ห่างหายไปจากการรับรู้ของชาวโลกพักใหญ่ กำลังออกลายอีกครั้ง
ซ้ำร้ายยังมีแนวโน้มว่าจะลุกลามกลายเป็นโดมิโนสะเทือนเศรษฐกิจไปทั่วภูมิภาคและทั่วโลก หากปัญหาภาคการเงินในไอร์แลนด์ได้ยาไม่หายขาด
โดมินิก สเตราส์ คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปยังเดินมาไม่ถึงจุดสิ้นสุด ตราบที่กลุ่มประเทศยุโรปยังคงหลงระเริง และแขวนเศรษฐกิจของประเทศไว้กับการเติบโตของภาคธนาคารและการเงิน รวมทั้งปล่อยให้งบประมาณของภาครัฐ (Public Finances) ถูกนำไปใช้โดยขาดการควบคุม
ภาพหนึ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจน คือ วิกฤตหนี้ที่เกิดกับกรีซ และ ไอร์แลนด์ สองประเทศในกลุ่มยูโรโซน ที่ต้องพบจุดจบทางการเงินในสภาพที่ไม่ต่างกัน
กรีซ เกือบต้องเป็นประเทศล้มละลาย เนื่องจากไร้วินัยทางการเงิน ก่อให้เกิดระดับหนี้สาธารณะสูงลิ่ว
ขณะที่ไอร์แลนด์ จากอดีตเสือเศรษฐกิจ ก็กลับกลายเป็นเสือเจ็บ หลังรัฐบาลต้องควักกระเป๋าครั้งใหญ่เพื่อใช้อุ้มธนาคารขนาดใหญ่ของประเทศ พยุงภาคการเงินที่เจ็บหนักจนรัฐบาลเองเอาตัวไม่รอด ตัวเลขหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 32% ของจีดีพี
ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนี้ จึงไม่ต่างกับลางร้ายที่สะท้อนให้เห็นว่า หากกลุ่มประเทศยูโรโซนยังไม่เร่งหันหน้าเข้าหากัน เพื่อหาหนทางอุดช่องโหว่ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของวิกฤตหนี้มโหฬารนี้ จะมีฝันร้ายที่อาจเรียกได้ว่า เป็นกรีซ 3 กรีซ 4 ตามมาหลอกหลอนอีกไม่รู้จบ
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือ แล้วประเทศใดจะเป็นผู้เคราะห์ร้าย ถูกสึนามิการเงินพัดถล่มเป็นรายต่อไป
โปรตุเกส และสเปน กำลังถูกจับตามองว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่สุดที่จะเป็นโดมิโนมรณะ
รายแรกอย่างโปรตุเกสนั้น เป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่สามารถออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินกู้ในตลาดการเงินต่างประเทศได้อีกต่อไป เนื่องจากอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของโปรตุเกสอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป
ยิ่งกว่านั้น แม้โปรตุเกสจะมีตัวเลขขาดดุลงบประมาณในปี 2009 อยู่ที่ 9.3% น้อยกว่าไอร์แลนด์อยู่ที่ 14.4% แต่หากเปรียบเทียบระดับหนี้โดยรวมแล้ว กลับมีปริมาณหนี้สูงกว่าไอร์แลนด์อยู่เกือบ 10% และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่า รัฐบาลกรุงลิสบอนเฟ้นหา มาตรการใดๆ เพื่อรับมือและแก้ปัญหาหนี้ได้
นอกจากปัจจัยภายในแล้ว การแข็งค่าของสกุลเงินยูโร ก็ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโปรตุเกสประสบกับภาวะซบเซาอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกันการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออก รายใหญ่ของพญามังกร ก็ทำให้บรรดาผู้ผลิตสินค้าในโปรตุเกสที่ได้ชื่อว่า เป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าและรองเท้ารายใหญ่ ถึงกับกระอัก เพราะไม่สามารถแข่งขันในเรื่องราคากับผู้ส่งออกจีน และเอเชีย ที่มีต้นทุนแรงงานถูกกว่ามาก
ปัจจัยเหล่านี้เอง ที่เป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจของโปรตุเกส จนทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างเดือน ก.คก.ย.ที่ผ่านมาขยายตัวในกรอบแคบๆ เพียง 0.4% สวนทางกับอัตราการว่างงานในประเทศที่สูงถึง 11%
“สเปน” คือเหยื่อรายที่ 2
สเปนถูกจับตาว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศในกลุ่มยูโรโซน ที่คาดกันว่าจะหนีไม่พ้นวิบากกรรมครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากเจาะลึกถึงรากเหง้าของปัญหาเศรษฐกิจแล้ว จะพบว่า ทั้งสเปนและไอร์แลนด์ต่างเผชิญกับฝันร้ายจากภาวะซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์ จนนำมาซึ่งการล่มสลายของภาคการเงินไม่ต่างกัน
ยิ่งกว่านั้นสเปนยังมีอัตราการว่างงานที่สูงถึง 20.8% สูงกว่าไอร์แลนด์ซึ่งมีอัตราว่างงานอยู่ในระดับ 14.1%
แต่หากเปรียบเทียบในส่วนของตัวเลขหนี้แล้ว ไอร์แลนด์ยังทิ้งห่างสเปนอยู่เล็กน้อย โดยสเปนมีตัวเลขการขาดดุลงบประมาณปี 2009 อยู่ที่ 11.1% ส่วนไอร์แลนด์อยู่ที่ 14.4% และมีปริมาณหนี้โดยรวมอยู่ที่ 53.2% ขณะที่ไอร์แลนด์อยู่ที่ 65.5%
ดังนั้น แม้อาการป่วยของสเปนจะไม่หนักหนาเท่าไอร์แลนด์ในเวลานี้ แต่ภาวะการชะงักงันทางเศรษฐกิจของสเปนเวลานี้ ก็เป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่อาจมองข้าม และจะส่งผลกระทบต่ออนาคตอย่างรุนแรง
ดังจะเห็นได้จาก การที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ประกาศหั่นเครดิตความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของสเปนลง มาอยู่ที่ Aa1 จาก Aaa เมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เพราะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่องของสเปน กำลังส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น
สัญญาณอันตรายที่ส่อเค้าชัดเจนขึ้นนี้เอง จึงคล้ายเป็นยากระตุ้นโดสสำคัญ ที่ทำให้สมาชิกยูโรโซนต้องหันมาคิดค้นวัคซีนสูตรใหม่ เพื่อสร้างความคุ้มกันให้กับกลุ่มประเทศสมาชิกที่เหลือ โดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะง่อนแง่น
เฮอร์แมน แวน รอมปุย ประธานกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวว่า อียูจะเอาตัวไม่รอด หากล้มเหลวในการเอาชนะวิกฤตหนี้สาธารณะที่กำลังบั่นทอนเศรษฐกิจโดยรวมของกลุ่ม และกำลังทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม โดยเฉพาะการออกมาชุมนุมประท้วงของสหภาพแรงงานกลุ่มต่างๆ ในหลายประเทศ
“เรากำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤตที่ต้องเอาตัวรอด และเราต้องทำงานร่วมกันเพื่อเอาตัวให้รอดจากวิกฤตหนี้สาธารณะในเขตยูโรโซนให้ได้ เพราะถ้าเราเอาตัวไม่รอดภายในเขตยูโรโซน เราก็จะเอาตัวไม่รอดกันทั้งสหภาพยุโรป”
สอดคล้องกับความเห็นของผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ เห็นว่า ยุโรปจะถอดสลักระเบิดหนี้ลูกนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมีการประสานความร่วมมือ และส่งเสริมการรวมตัวเป็นกลุ่มเศรษฐกิจให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางอนาคตที่ยังไร้ทางออกของยุโรปในเวลานี้ โลกคงต้องจับตาดูอย่างไม่กะพริบตาต่อไปว่า ยุโรปจะออกมาตรการทันด่วนอะไรออกมาสกัดเชื้อร้ายที่กำลังลุกลามไปทั่ว หลังจากที่มีการคาดการณ์กันว่า คณะเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ จะอนุมัติปล่อยเงินกู้ก้อนโตให้ไอร์แลนด์ เพื่อนำไปประคองเศรษฐกิจ
แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จากการเทเงินละลายแม่น้ำหนี้สายนี้จะเป็นอย่างไร ต้องไม่ลืมว่า แม้ยุโรปจะอยู่คนละทวีปกับเอเชียแต่ในฐานะที่สถานะของยุโรปในเวทีโลกนั้นก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้สหรัฐ มิหนำซ้ำจีดีพีโดยรวม ยุโรปมีขนาดเศรษฐกิจที่รวมกันแล้วใหญ่กว่าสหรัฐเสียอีก
หากยุโรปล้ม แล้วใครล่ะจะเหลือ..!







