posttoday
จับตาวิกฤตไอร์แลนด์โดมิโนการเงิน ที่โลกต้องไม่กระพริบตา

จับตาวิกฤตไอร์แลนด์โดมิโนการเงิน ที่โลกต้องไม่กระพริบตา

19 พฤศจิกายน 2553

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. สิงคโปร์ได้เปิดเผยคาดการณ์เศรษฐกิจของตนเองในปีหน้าที่น่าสนใจว่า จีดีพีจะขยายตัวได้เพียง 4–6% เท่านั้น

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. สิงคโปร์ได้เปิดเผยคาดการณ์เศรษฐกิจของตนเองในปีหน้าที่น่าสนใจว่า จีดีพีจะขยายตัวได้เพียง 4–6% เท่านั้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. สิงคโปร์ได้เปิดเผยคาดการณ์เศรษฐกิจของตนเองในปีหน้าที่น่าสนใจว่า จีดีพีจะขยายตัวได้เพียง 4–6% เท่านั้น จากที่ฟื้นไข้เศรษฐกิจจนโตได้ทะลุทะลวงถึง 15% ในปีนี้ โดยมีปัจจัยสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่ยังไม่สู้ดี ทำให้ค้าขายไม่รุ่งตามไปด้วย

จับตาวิกฤตไอร์แลนด์โดมิโนการเงิน ที่โลกต้องไม่กระพริบตา

เห็นแค่นี้ก็เพียงพอที่จะบอกได้คร่าวๆ แล้วว่า ตลาดใหญ่อย่างสหรัฐและยุโรปนั้น ส่งผลสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าขายของเอเชีย ไม่น้อยไปกว่ามังกรจีนที่กำลังเร่งคุมเงินเฟ้อและเงินร้อนในประเทศเพียงใด

โลกได้รับรู้ข่าวคราวสหรัฐมาอย่างต่อเนื่องแล้วว่ายังมีปัญหาหนัก จนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องจัดยาชุดใหญ่ปั๊มเงินเข้าระบบไปสดๆ ร้อนๆ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท)
แต่กับยุโรปนั้น เราแทบจะหลงลืมปัญหาไปแล้วหลังจากที่วิกฤตการณ์หนี้ในกรีซแผ่วลง เมื่อได้รับเงินช่วยเหลือจากอียู ทั้งที่วันนี้ยุโรปกำลังมีปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่ากับ “วิกฤตการณ์ไอร์แลนด์” ที่เสี่ยงลุกลามเป็นโดมิโนสะเทือนเศรษฐกิจไปทั่วทั้งโลก

เพราะนอกจากปัญหาจะแรงกว่ากรีซ ที่ผลาญเงินช่วยเหลือของยุโรปไปมหาศาลแล้ว ไอร์แลนด์ก็ยังเป็นอีก 1 ใน 16 ประเทศกลุ่มยูโรโซน ที่ใช้เงินสกุล “ยูโร” ร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบปั่นป่วนต่อค่าเงิน ตลาดพันธบัตร และฉุดตลาดหุ้นยุโรปให้ร่วงกราวรูดมา 10 วันต่อเนื่องกัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่สหภาพยุโรป (อียู) กลุ่มประเทศยูโรโซน และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะกระตือรือร้นเข้ากดดันให้ไอร์แลนด์เร่งแก้ปัญหา เช่นเดียวกับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็เข้าไปร่วมรอจังหวะอยู่

แม้จะเป็นประเทศเล็กและมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจน้อย แต่ไอร์แลนด์ก็เคยได้ชื่อว่าเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเซลติก เมื่อรัฐบาลใช้ไม้เด็ดกับนโยบายเก็บภาษีธุรกิจต่ำแค่ 12.5% สามารถดึงการลงทุนและเม็ดเงินหลั่งไหลเข้าไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการบูมของตลาดอสังหาริมทรัพย์สุดขีดจนถึงปี 2008 ก่อนที่จะพังทลายลงไปพร้อมๆ กับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐ

หากยังจำชื่อวาณิชธนกิจ “เลห์แมน บราเธอร์ส” ที่สหรัฐปล่อยให้ล้มละลายลงเมื่อปี 2008 ได้นั้น จะพบว่าไอร์แลนด์ก็เป็นหนึ่งในประเทศต้นๆ ที่เข้าไปลงทุนในเลห์แมน บราเธอร์ส มากที่สุด

คาดว่าความเสียหายของ 6 แบงก์ใหญ่ในไอร์แลนด์นั้น มีมูลค่ารวมถึง 4 แสนล้านยูโร (ราว 15.7 ล้านล้านบาท) ก่อนที่รัฐบาลไอร์แลนด์ต้องอัดฉีดงบประมาณ 5,500 ล้านยูโรเข้าช่วย (ราว 2.31 แสนล้านบาท) และแปรรูปธนาคารแองโกล ไอริช 1 ใน 3 แบงก์ใหญ่ที่รัฐให้เหตุผลว่าใหญ่เกินไปที่จะปล่อยให้ล้ม (Too Big to Fail) มาเป็นของรัฐ

ทว่าหลังจากนั้นมาไอร์แลนด์ก็ถูกหั่นอันดับเครดิตลงมาอย่างต่อเนื่องในปี 2009 ทั้งจากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/มูดี้ส์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงเมื่อรัฐบาลต้องหั่นรายจ่ายลงครั้งใหญ่ 1.06 หมื่นล้านยูโร ในงบประมาณปี 2010–2011 พร้อมตั้งเป้าการจัดเก็บภาษีเพิ่มอีกหลายพันล้านยูโร แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ไอร์แลนด์รู้ดีว่าท้ายที่สุดปัญหาต้องจบลงที่การขอความช่วยเหลือแบบเดียวกับกรีซ ขณะที่ยุโรปเองนั้นก็รู้ดีว่าไม่อาจปล่อยให้ปัญหาลุกลามได้ และต้องรีบยื่นมือเข้าช่วย

เพราะนอกจากจะใช้สกุลเงินยูโรร่วมกันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดอีกประการก็คือ ชื่อเสียงหรือปัญหาที่ลุกลามจะกระทบต่อตลาดพันธบัตรยูโร ลดเครดิตความน่าเชื่อถือ และส่งผลให้รัฐบาลแต่ละประเทศในกลุ่มยูโรโซนต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนสูงขึ้น

นอกจากนี้ ก็ยังอาจเป็นโดมิโนที่ฉุดให้ประเทศอื่นๆ ในกลุ่มยูโรโซนที่มีปัญหาหนี้ ล้มไปตามๆ กันเป็นวัฏจักรโดมิโนด้วย อาทิ โปรตุเกส และสเปน จนสร้างภาระทางการเงินมหาศาลให้กับคนช่วยอย่างอียู
ขณะที่แบงก์ต่างชาตินั้นก็มีการลงทุนและเป็นเจ้าหนี้ในไอร์แลนด์ไม่น้อยเช่นกันถึง 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้นำโดยแบงก์ในเยอรมนี 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อังกฤษ 4.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สหรัฐ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และฝรั่งเศส 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนรัฐบาลไอร์แลนด์ก็ไม่อาจปล่อยให้เกิดการเบี้ยวหนี้ของแบงก์ในประเทศ และผลักภาระส่วนหนึ่งให้กับเจ้าหนี้ต่างชาติได้ เพราะผลที่ตามมาย่อมหมายถึงการถูกลดอันดับเครดิต และกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจที่พึ่งพิงได้เพียงอย่างเดียวสำหรับประเทศเล็กๆ อย่างไอร์แลนด์

ล่าสุด ทางคณะกรรมการยุโรป(อีซี) ร่วมด้วยธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) และไอเอ็มเอฟ ได้เดินทางไปยังไอร์แลนด์เพื่อประเมินความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว และได้รับการประสานเสียงจาก แพทริก โฮโนฮาน ผู้ว่าการธนาคารกลางไอร์แลนด์ ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจต้องขอรับความช่วยเหลือเป็นหลัก “หมื่นล้านยูโร”

แต่สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนนั้นก็คือ “เงื่อนไขทาส” จากเจ้าหนี้ทั้งไอเอ็มเอฟและอียู โดยเฉพาะในเรื่องเพดานภาษีธุรกิจ ที่ฝั่งนายกรัฐมนตรี แองเจลา แมร์เกิล ของเยอรมนี โจมตีมานานว่าไม่ยุติธรรม นอกจากนี้ก็ยังรวมถึงประเด็นเรื่องการลดรายจ่าย/ขึ้นภาษี ที่จะผลักภาระครั้งใหญ่ให้กับประชาชนชาวไอร์แลนด์ หลังจากที่เบื้องต้นรัฐบาลมียุทธศาสตร์ตัดลดงบประมาณรายจ่ายแล้วที่ 1.5 หมื่นล้านยูโร ในระยะเวลา 4 ปี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ท้ายที่สุดย่อมต้องจบแบบวินวินให้เจ็บตัวกันน้อยที่สุด และจบเร็วที่สุด

เพราะ “วิกฤตการณ์หนี้ภาคพื้นยุโรป” นั้น เพิ่งจะส่งสัญญาณคลี่คลายไปได้แค่ 2 ประเทศเท่านั้น กับคิวที่ยังตามหลังอีกหลายราย...

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน