
คุมตัวรองสารวัตรห้วยขวางต้องสงสัยฆ่า น.อ.
ตร.ให้อำนาจเรียกตัวรองงสารวัตรสืบฯสน.ห้วยขวางมาสอบสวน เหตุต้องสงสัยฆ่านาวาเอก เจ้าตัวยันไม่ได้ก่อเหตุ แต่รับผ่านบริเวณดังกล่าวจริง แต่กำลังจะกลับบ้าน ตร.เตรียมนำพยานมาชี้ตัว
ตร.ให้อำนาจเรียกตัวรองงสารวัตรสืบฯสน.ห้วยขวางมาสอบสวน เหตุต้องสงสัยฆ่านาวาเอก เจ้าตัวยันไม่ได้ก่อเหตุ แต่รับผ่านบริเวณดังกล่าวจริง แต่กำลังจะกลับบ้าน ตร.เตรียมนำพยานมาชี้ตัว
วันนี้ (16 พ.ย.) ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานด้านการสืบสวน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น. 1 ควบคุมตัวร.ต.อ.เจษฏา เจตภรณ์ รองสว.สส.สน.ห้วยขวาง (นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น59 )ในฐานะผู้ต้องสงสัยฆ่านาวาเอกวุฒิชัย บุญฤทธิ์ อายุ 54 ปี นายทหารสังกัดกรมกำลังพลทหารเรือพระราชวังเดิม กองทัพเรือ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยใช้อำนาจหน้าที่เรียกตัวมาสอบสวน ใช้เวลาสอบปากคำกว่า 1 ชั่วโมง ท่ามกลางบรรยากาศที่เคร่งเครียด
พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องสงสัยรายนี้ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ยอมรับว่าในวันที่เกิดเหตุ ร.ต.อ.เจษฏา ได้ขับรถยนต์ผ่านบริเวณที่เกิดเหตุจริง โดยขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลัง โดยอ้างว่าเสร็จภารกิจจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณหน้ารัฐสภา อย่างไรก็ตาม รถยนต์คันดังกล่าวที่ร.ต.อ.เจษฎาขับ ไม่ตรงกับที่ประจักษ์พยานให้ข้อมูลไว้ เนื่องจากพยานยืนยันชัดเจนว่า รถยนต์ที่ก่อเหตุยิงเป็นรถยนต์ยี่ห้อโฟล์ค รุ่นกอล์ฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนหลัง ทั้งนี้ ประจักษ์พยานยืนยันว่าสามารถจำรูปพรรณ ใบหน้าของคนร้ายที่ก่อเหตุได้ ซึ่งภายในวันนี้ ตนจะได้ประสานให้พยานมาชี้ตัวผู้ต้องสงสัยว่าใช่คนที่ก่อเหตุหรือไม่ ทั้งนี้ ร.ต.อ.เจษฎา ผู้ต้องสงสัยให้การอีกว่า ในวันที่เกิดเหตุ หลังจากเสร็จภารกิจก็ได้กลับเข้าบ้านพักที่หมู่บ้านกลางกรุง บริเวณพระราม 9 แต่ก่อนเข้าบ้านได้แวะพักผ่อนที่อาบอบนวดแห่งหนึ่ง แต่วันต่อมาก็มาทำงานตามปกติ ไม่ได้ไปกระทำการดังกล่าวแต่อย่างใด
“หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องสงสัยไปค้นที่พักที่หมู่บ้านกลางกรุง หลังจากนั้นจะให้พยานมาชี้ตัวที่สน.ห้วยขวาง ทั้งนี้ ยังคงต้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง แต่เชื่อว่าหลังจากที่พยานมาชี้ตัวแล้ว คดีนี้น่าจะมีความคืบหน้าไปอีกมาก อย่างไรก็ตาม กับคำพูดของพยานที่เป็นคนขับแท็กซี่มากว่า 30 ปี ทางเจ้าหน้าที่ค่อนข้างให้น้ำหนักมาก เพราะถือว่ามีประสบการณ์ และเชี่ยวชาญในการแยกแยะยี่ห้อรถยนต์ แต่ถึงอย่างไรในช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงกลางคืน จึงอาจจะทำให้พยานเกิดความสับสนเมื่อเห็นรถยนต์ที่ก่อเหตุได้ ทั้งนี้ พยานให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สาเหตุน่าจะเป็นการขับรถตัดหน้ากัน เพราะจากคำพูดของพยานที่อ้างว่า “เหตุแค่นี้ไม่น่าจะยิงกัน” อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อวิเคราะห์ว่าสอดคล้องกันหรือไม่ โดยจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด" พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย







