
โอบามากับเสียงที่ไม่มีใครได้ยินใน จี20
เค้าลางแห่งความดุเดือดและการฟาดฟัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศตนเอง ในเวทีการประชุม จี20 นั้น มีความชัดเจนและเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ตั้งแต่ก่อนการประชุมจะเปิดฉากเป็นเดือนๆ
เค้าลางแห่งความดุเดือดและการฟาดฟัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศตนเอง ในเวทีการประชุม จี20 นั้น มีความชัดเจนและเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ตั้งแต่ก่อนการประชุมจะเปิดฉากเป็นเดือนๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เค้าลางแห่งความดุเดือดและการฟาดฟัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศตนเอง ในเวทีการประชุม จี20 นั้น มีความชัดเจนและเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ตั้งแต่ก่อนการประชุมจะเปิดฉากเป็นเดือนๆ
เลือนภาพเริ่มต้นที่เวทีนี้เคยมุ่งสร้างความร่วมมือ สร้างความเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปถนัดตา
ย้อนไปเมื่อราว 23 เดือนก่อนหน้านี้ จีนถูกต้อนให้จนมุม ในฐานะจำเลยหลักหนึ่งเดียวในเวทีนี้ เนื่องด้วยนโยบายการตรึงค่าเงินหยวน ซึ่งหลายประเทศมองว่า นโยบายดังกล่าวยังผลให้จีนได้เปรียบคู่แข่งทางการค้า จนกลายเป็นตัวป่วนที่สร้างภาวะความไม่สมดุลทางการค้าโลก
ตัวเลขการค้าของสหรัฐในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนราว 2.78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
กระทั่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โผล่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอก 2 อัดฉีดเงินจำนวน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐเข้าสู่ระบบ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตภายในประเทศ
ทุกอย่างกลับตาลปัตร
กระแสตอบรับจากการเคลื่อนไหวของเฟด ทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ตบเท้าสร้างสถิติใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน เป็นการบอกศักยภาพและอิทธิพลของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า จะก่อผลตามมามากมายเพียงใด
สอดรับด้วยเสียงในเชิงลบจากทั่วทุกสารทิศ จากซาราห์ พาลิน และพอล ครุกแมน ต่อแถวตามเป็นขบวนยาวจากรัฐมนตรีคลังอีกเกือบครึ่งโลก ต่างกันก็เพียงจะกระทบกระแทก ย้ำเตือน หรือแนะนำในดีกรีความเชื่อมั่นที่มีให้กับสหรัฐแตกต่างกันออกไป
นั่นจึงเป็นต้นสายปลายเหตุที่ทำให้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ต้องเขียนจดหมายส่งไปยังผู้นำคนอื่นๆ ที่จะเข้าร่วมการประชุม จี20 โดยมีใจความปกป้องการตัดสินของเฟด ด้วยการยกเหตุผลว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อภาวะเศรษฐกิจโลก แม้ว่าเศรษฐกิจโลกไม่ควรต้องพึ่งพาตัวเลขการบริโภคของสหรัฐเป็นหลักก็ตาม
เมื่อพิจารณาถึงคำพูดของผู้นำสหรัฐครั้งนี้แล้ว จะมองเห็นมุมมองแยกย่อยออกได้ 23 เรื่อง
ประการแรก วาทะของโอบามาครั้งนี้ เป็นความพยายามอีกครั้งของผู้นำสหรัฐที่จะทำหน้าที่เยี่ยง “ผู้สร้างความสันติ” ลดดีกรีความตึงเครียดเรื่องค่าเงิน ปลอบประโลมบรรดาผู้นำให้เวทีแห่งนี้ไม่ร้อนแรงและฟาดฟันกันจนเกินไป
ทว่า ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
แม้จะเป็นบทถนัดของผู้นำสหรัฐ แต่ความหวังว่าเสียงนี้จะว่าช่วยบรรเทาความร้อนแรงคงไร้ผล เพราะนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐนั่นเอง
เวลานี้นโยบายการเยียวยาเศรษฐกิจของสหรัฐกลบบทบาทและเสียงของโอบามาสิ้น
ในการประชุมระดับผู้นำที่เปิดฉากขึ้น ทำให้มองได้ว่าสถานะของสหรัฐก็ไม่ต่างจากจีนในช่วงก่อนหน้านี้
โอบามาต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ ด้วยข้อหาสร้างความปั่นป่วน บิดเบือนค่าเงิน
แทบไม่จำเป็นต้องหวังว่า เป้าหมายที่โอบามาผลักดันมาตลอดมาว่าจะใช้เวทีนี้กดดันจีนเรื่องค่าเงินจะมีผลเป็นกอบเป็นกำ
ประการที่สอง ข้อความของโอบามานำมาสู่คำถามที่ตามมาว่า เศรษฐกิจโลกยังคงต้องพึ่งพา และรอการฟื้นตัวของสหรัฐจริงหรือ
แม้คำตอบที่ได้จะเป็นเสียงที่พร้อมเพรียงกันว่า “จริง” ทว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องสหรัฐต้องพึงระวังก็คือ เศรษฐกิจโลกไม่ได้มีสหรัฐเป็นเสาหลักหนึ่งเดียวอีกต่อไปแล้ว
ม้ารองอย่างจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล กำลังมีบทเด่นในเวทีเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
ในช่วงที่สหรัฐตกอยู่ในภาวะทุลักทุเลด้วยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ซึ่งอยู่ราว 2.7% แต่ประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศเล็กๆ ในเอเชีย และละตินอเมริกา ส่วนใหญ่ล้วนเดินหน้าอยู่ที่ราว 7% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ อย่างไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐกระเตื้อง หรือไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงการอุ้มชูของสหรัฐ
พร้อมกับเสียงที่เริ่มดังขึ้นว่า จีนซึ่งก้าวแซงหน้าญี่ปุ่นมาแล้ว มีโอกาสเทียบชั้นสหรัฐได้ในอีก 1015 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
เมื่อไม่นานมานี้ เวิลด์แบงก์ออกปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนขึ้น ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ตรงที่เวิลด์แบงก์ปรับตัวเลขขึ้นอีกเท่าไหร่ แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่เหตุผล ซึ่งน่าประทับใจยิ่งว่า นโยบายในการลดการพึ่งพาการค้า และการลงทุนจากต่างชาติของจีนนั้นเดินมาถูกทาง
ชัดเจนมากคือ การเดินทางมายังเอเชียครั้งนี้ โอบามาก็หวังพึ่งพาการเจรจาทางธุรกิจกับอินเดียมูลค่าราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ยังไม่รวมถึงที่นั่งในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ยุโรปจะสละที่นั่งให้กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ประการที่สาม จดหมายของโอบามาฉบับนี้ย้ำให้เห็นถึงเป้าหมายและจุดยืนของสหรัฐในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่า โอบามากระตือรือร้นจะหาทางออกจากภาวะทุลักทุเลอย่างที่เป็นอยู่ และหวังจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลกในระยะยาวด้วยการผุด “ใบสั่ง” ทางนโยบาย ผลักดันให้ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ ยื่นต่อที่ประชุม จี20 กำหนดให้แต่ละประเทศให้คำมั่นว่า จะจำกัดตัวเลขเกินดุล หรือตัวเลขขาดดุลไม่ให้ล้นเกินกว่า 4% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
จีนและเยอรมนีเป็นสองประเทศยักษ์ทางเศรษฐกิจที่ถูกครอบด้วยมาตรการดังกล่าว แต่ขณะนี้เมื่อภาวะและสถานการณ์กลับตาลปัตร เสียงของสหรัฐในเวที จี20 ครั้งนี้ คงไม่สามารถซื้อใจ และไร้เสียงตอบรับจากเยอรมนี
ดูเหมือนว่า เวลานี้ภาวะเศรษฐกิจมีภาพไม่ต่างท้องทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลมแรง ทุกประเทศไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ย่อมได้รับผลจากความผันผวนเหล่านั้น







