4 แกนนำกปปส.'เสรี-สมบัติ-สนธิญาณ-สกลธี'ลุ้นคดีกบฎพรุ่งนี้
ศาลนัดพิพากษาคดี 4แกนนำกปปส.ร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" สำนวนแรกในคดีกบฎ พรุ่งนี้ 9โมงเช้า ส่วนอีก 4 สำนวนอยู่ระหว่างการสืบพยาน
ศาลนัดพิพากษาคดี 4แกนนำกปปส.ร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" สำนวนแรกในคดีกบฎ พรุ่งนี้ 9โมงเช้า ส่วนอีก 4 สำนวนอยู่ระหว่างการสืบพยาน
ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีกลุ่มกปปส.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลชุดแรก 4 คน ประกอบด้วย นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และสภาปฏิรูปการเมือง (สปช.) นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กรรมการบริษัท เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป นายเสรี วงศ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด และ นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 25ก.ค.นี้ ฐานความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ
นอกจากนี้ยังมีข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำนั้นแต่ไม่เลิก ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างเพื่อบังคับรัฐบาล รวมถึงข้อหา ร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 116 117 209 210 215 362 364 365 และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต. ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 76 152 รวม 8
ทั้งนี้คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2556 จนถึงวันฟ้อง (เดือน พ.ค.2557) ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ฟ้องกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้มั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและเกินกว่า 10 คนสมคบกันเป็นอั้งยี่-ซ่องโจร ซึ่งร่วมกันและแบ่งหน้าที่กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ โดยมีการจัดตั้งเป็นคณะบุคคลชื่อ “ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.” ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศตัวเป็นเลขาธิการ กปปส.
โดยจำเลยเป็นสมาชิกและเป็นกรรมการผู้มีหน้าที่สั่งการ ร่วมกันปลุกระดม ยุยง ชักชวนให้ประชาชน เข้าร่วมการชุมนุมและร่วมกิจกรรมในการก่อความไม่สงบ มุ่งขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี รวมทั้งดำเนินการคัดค้านและขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อไม่ให้มีนายกรัฐมนตรี และครม.ชุดใหม่ เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยปราศรัยชักชวนประชาชนให้ออกมาขับไล่รัฐบาล
อีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็นกองกำลังทั้งที่มีอาวุธและไม่มีอาวุธ บุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีการใช้กำลังขัดขวางต่อสู้ทำร้ายร่างกาย โดยวันที่ 16 ม.ค.2557 เวลากลางคืน ได้มีการจัดตั้งสะสมกองกำลังอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกบฎ และประกาศรับสมัครชายฉกรรจ์ 500 คน เพื่อทำการขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และจับตัวรัฐมนตรีคนอื่นๆ บีบบังคำให้ลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งจัดตั้งศาลประชาชนขึ้นพิจารณาลงโทษและริบยึดทรัพย์ อันเป็นการล้มล้างอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ
นอกจากนี้วันที่ 13 ม.ค. - 2 มี.ค.2557 จำเลยพร้อมพวก ยังได้ปิด กทม. มีการตั้งเวทีปราศรัย 7 แห่ง ปิดกั้นการจราจรและได้ยึดครองไม่ให้ประชาชนใช้เส้นทางดังกล่าว โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต รัฐบาลมอบหมายให้ศูนย์รักษาความสงบและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) ออกคำสั่ง ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้จำเลยและพวก เลิกชุมนุมและบุกรุกสถานที่ราชการ หยุดปิดกั้นการจราจร แต่จำเลยกับพวกไม่เลิกกระทำการดังกล่าว เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ขณะที่ท้ายคำฟ้องอัยการ ไม่ได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราวจำเลยแต่อย่างใด
จนกระทั่งวันที่ 13 ก.พ.2558 ระหว่างคดีเริ่มสู่กระบวนการตรวจพยานหลักฐาน อัยการได้ขอรวมสำนวนพิจารณาเป็นคดีเดียวกันพิจารณาเป็นสำนวนคดีเดียวกัน เพื่อให้ขั้นตอนการพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว เนื่องจากมีมูลคดีและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน ศาลก็อนุญาต โดยอัยการโจทก์ แถลงต่อศาล มีพยานหลักฐานเอกสารนำส่งศาล ทั้งสิ้น 216 แฟ้มรวม 27 กล่อง ซึ่งกนะบวนการสืบพยานได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 จนเสร็จสิ้นในปี 2562 นี้
โดยคดีการชุมนุม กปปส. นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค.2557 คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำ นักวิชาการ แนวร่วม รวม 51 ราย โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ) สามารถนำตัวส่งให้อัยการ ยื่นฟ้องได้ 4 คนดังกล่าวชุดแรกก่อน
ส่วนที่เหลือนั้น คือกลุ่มนายสุเทพ นายถาวร เสนเนียม กับพวกซึ่งเป็นแกนนำ กปปส. และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งกลุ่มนักวิชาการ 48 รายนั้น อัยการ รอดีเอสไอส่งตัวผู้ต้องหาเพราะระหว่างนั้นยังติดช่วงการชุมนุมยังไม่สามารถนำตัวมาได้
จนเมื่อยุติการชุมนุมแล้ว เดือน ม.ค.2558 นายสุเทพ อดีตเลขาธิการ กปปส. นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. พระพุทธอิสระ และแกนนำ กปปส. เวทีต่างๆ พร้อมด้วยแนวร่วมที่มีทั้งกลุ่ม พธม.เดิม - กลุ่มนักวิชาการ ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันและสนับสนุนเป็นกบฏ ทยอยเดินทางเข้าพบอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อรายงานตัวตามขั้นตอน พร้อมยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการในการสอบพยานเพิ่มเติม ซึ่งอัยการพิจารณาแล้วก็คงยืนยันคำสั่งให้ฟ้องแกนนำ - แนวร่วมกปปส. ดังกล่าว
อย่างไรก็ตามตั้งต้นเดือน ม.ค.2561 - ต้นปี 2562 อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้ทยอยไล่ฟ้อง "นายสุเทพ" อดีตเลขาธิการ กปปส. แกนนำ กปปส.เวทีจุดต่างๆ รวม 32 รายใน 5 สำนวน ซึ่งทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ปัจจุบันนี้คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ โดยศาลอาญาได้สืบพยานโจทก์ คดีกปปส. ชุดนายสุเทพนี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2562 ที่ผ่านมา ขณะที่จำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวคนละ 600,000 บาท พร้อมมีเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลด้วย
สำหรับคดีกลุ่ม กปปส.นั้น ยังเหลือผู้ต้องหาที่รอส่งตัวอีก 10 กว่าคน อาทิ นายพิภพ ธงชัย อดีตแกนนำ พธม. นายนิติธร ล้ำเหลือ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์


