
โปรยงบน้ำท่วมแสนล้าน ชาวบ้านเฮ-หัวคะแนนเป๋าตุง
ปัญหาที่สำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาลชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “น้ำท่วม” ที่ดูท่าว่าอาการน่าจะสาหัส
ปัญหาที่สำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาลชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “น้ำท่วม” ที่ดูท่าว่าอาการน่าจะสาหัส
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปัญหาที่สำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาลชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “น้ำท่วม” ที่ดูท่าว่าอาการน่าจะสาหัส
เมื่อชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่วทั้งเมือง ซึ่งจากการประเมินความเสียหายเบื้องต้นคาดว่ามีไม่น้อยกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท
สำหรับการเยียวยาฟื้นฟูผู้ประสบภัยกว่า 1 ล้านครัวเรือน คาดว่าน่าจะมีเงินที่ไหลบ่ามาจากทั่วสารทิศไม่น้อยกว่านับ 1 แสนล้านบาท
จึงกำลังถูกจับตามองว่า งบที่ว่านี้น่าจะ “รั่วไหล” หรือไม่ ได้แก่ เงินชดเชยจากรัฐบาลที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งให้ดึงจากงบกลางปี 2554 ซึ่งมีอยู่จำนวน 4.7 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 5,000 บาท ผ่านธนาคารออมสิน
เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีผู้เสียหายกว่า 1 ล้านครัวเรือน เป็นเงินกว่า 5,000 ล้านบาท
ยังไม่นับรวมเงินชดเชยกรณีที่บ้าน เสียหายทั้งหลังได้เงินชดเชย 3 หมื่นบาท ถ้าเสียหายบางส่วนได้ 2 หมื่นบาท
เงินชดเชยให้เกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ที่มีการประเมินพื้นที่ความเสียหายเบื้องต้นจากทั่วประเทศกว่า 1.4 ล้านไร่
ด้านประมง จำนวน 1.5 หมื่นไร่ และด้านปศุสัตว์ จำนวน 7.2 แสนตัว แยก เป็น ด้านพืช ช่วยเหลือ 55% ของต้นทุนการผลิต ได้แก่ ข้าว 2,098 บาทต่อไร่ พืชไร่ 2,921 บาทต่อไร่ พืชสวนและอื่นๆ 4,908 บาทต่อไร่
พืชสวนและไม้ยืนต้นที่ยังไม่ตายฟื้นฟูได้ 2,452 บาทต่อไร่ ส่วนสวนยาง คาดว่าได้ 1.7 หมื่นบาทต่อไร่ แต่ต้องรอสรุปจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า
นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายให้ส่วนราชการโยกเงินจากโครงการไทยเข้มแข็งกว่า 6,000 ล้านบาท เบื้องต้นมีโครงการของกรมชลประทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เสนอรายละเอียดผ่าน ครม.แล้วเป็นเงินรวมกว่า 2,600 ล้านบาท
ขณะที่งบที่เหลืออีก 4,000 กว่าล้านบาท สั่งการให้ไปปรับหมวดการใช้เงินให้สอดคล้องกับโครงการที่เน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยและการก่อสร้างซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน
ล่าสุดนายกรัฐมนตรีสั่งผ่าน ครม. ให้ส่วนราชการ ทบวง กรม ลุยปรับ-โยกงบเหลื่อมปีในปี 2552 และ 2553 ซึ่งคาดว่าน่าจะมีเงินไม่น้อยกว่า 5.2-5.3 หมื่นล้านบาท สามารถเข้ามาช่วยเรื่องน้ำท่วมได้
แยกเป็นงบที่ยังไม่มีการทำสัญญาของปีงบ 2552 จำนวน 2.9 หมื่นล้านบาท และงบที่ยังไม่ทำสัญญาในปีงบ 2553 อีก 2.96 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 5.86 หมื่นล้านบาท โดยเงินก้อนนี้ถูกหักงบประมาณที่ต้องนำไปจ่ายเป็นเงินรางวัลหรือโบนัสของส่วนราชการอีก 5,500 ล้านบาท
ส่งผลให้เหลือเงินที่กันไว้เบิกจ่าย เหลื่อมปีโดยไม่มีข้อผูกพันจำนวน 5.31 หมื่นล้านบาท โดยให้ส่วนราชการและ รัฐวิสาหกิจโอนเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณดังกล่าวภายใน 15 วัน นับ จากวันที่ ครม.มีมติ
ทั้งนี้ยังไม่นับรวมเงินสินเชื่อที่จะไหลบ่าจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่ขนสารพัดมาตรการทั้งพักหนี้ ลดดอกเบี้ยยืดระยะเวลาชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ค้ำประกันความเสี่ยง รวมถึงการปล่อยสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผลผลิต กิจการ และซ่อมแซมบ้านเรือนที่พักอาศัยให้อีก
เท่านั้นยังไม่พอ เพราะนายกฯ ยังสั่งการให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ช่วยประสานธนาคารพาณิชย์ ประโคมออกมาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเพิ่มเติม คาดว่าในส่วนของเงินสินเชื่อที่เตรียมความพร้อมจะอัดฉีดมาจากสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน น่าจะมีไม่น้อยกว่า 4-5 หมื่นล้านบาทเช่นกัน เพราะเกรงว่าเม็ดเงินที่ภาครัฐเตรียมไว้จะไม่พอต่อการรองรับการฟื้นฟูในระยะยาว
จะเห็นว่ารัฐบาลกำลังระดมเม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบเพื่อซับ “น้ำตา” คนน้ำท่วมแบบทั่วทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ กลาง ตะวันออก ตะวันตก ยันภาคใต้ พร้อมกันนั้นก็ไปช่วยซับ “น้ำลาย” ให้พวกรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง และหัวคะแนนที่รองาบงบช่วยเหลือกัน “น้ำลายยืด”
จนมีข่าวหลุดออกมาจากปากชาวบ้านว่าเจอนักการเมืองท้องถิ่นเตรียมงาบหัวคิวงบช่วยเหลือถึง 30-40% คิดง่ายๆ ว่าถ้าเงินช่วยเหลือมี 1 แสนล้านบาท เงินที่จะหล่นไปถึงกระเป๋านักการเมือง พวกหัวคะแนนเตรียมรอไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปีหน้าคงมีไม่น้อยกว่า 3-4 หมื่นล้านบาททีเดียว
แต่ไม่ว่าเงินจะตกถึงมือคนที่เดือดร้อนจริงแค่ไหน แต่ก็ถือว่าเงินกำลังหมุนไปเข้าสู่ระบบช่วยผงกหัวอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ หรือจีดีพี จากที่คาดว่าจะถูกน้ำซัดจนจีดีพีหดไป 0.2%
งานนี้ถือว่า “รัฐบาล” ได้ทั้งเงินทั้งกล่อง เพราะเล่นอัดงบเป็น 1 แสนล้านบาท น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงที่จะตีตื้นดึงให้จีดีพีกลับมาขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 7.5% ได้ตามเดิมแบบสบายๆ







