“ธนาธร” ย้ำถูกปล้นชัยชนะ ชี้ เสียง250 ส.ว.มีผลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมือง
หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ย้ำถูกปล้นชัยชนะ ชี้เสียง ส.ว. 250 เสียง บิดเบือนการตัดสินใจของพรรคการเมือง พร้อมชวนสังคมร่วมตรวจสอบกรณี 41 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ จะใช้มาตรฐานเดียวกันตัดสินหรือไม่
หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ย้ำถูกปล้นชัยชนะ ชี้เสียง ส.ว. 250 เสียง บิดเบือนการตัดสินใจของพรรคการเมือง พร้อมชวนสังคมร่วมตรวจสอบกรณี 41 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ จะใช้มาตรฐานเดียวกันตัดสินหรือไม่
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน “1 ปีอนาคตใหม่ เดินไปด้วยกัน” (Walk with me, Talk with me) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณีการออกมาตอบโต้จากหลายฝ่าย หลังจากที่ตนเองแถลงด้วยคำว่า “ถูกปล้นชัยชนะ” ว่า ต้องอย่าลืมว่าการดำรงอยู่ของ ส.ว. มีผลโดยตรงในการบิดเบือนการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ถ้าย้อนกลับไปดูคำสัมภาษณ์ของนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยพูดไว้ชัดเจนว่าต้องอยู่กับความเป็นจริง ว่าฝ่ายต่อต้าน คสช.จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ใช่การตัดสินใจบนพื้นฐานว่าเพราะพรรคพลังประชารัฐมีเสียงมาก แต่เพราะทุกคนรู้ว่ามี 250 ส.ว. อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มี 250 ส.ว. การตัดสินใจของพรรคการเมืองไม่ออกมาในรูปแบบนี้แน่ๆ
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ตนเชื่อมั่น ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่พอใจกับการได้นายกรัฐมนตรีเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะไม่สอดคล้องกับเสียงของประชาชน
“อย่าลืมว่าก่อนวันโหวตนายกฯ หลายฝ่ายบอกให้เชื่อใจ ส.ว. เพราะมีเอกสิทธิ์และความคิดเป็นของตัวเอง แต่พอถึงวันโหวต ปรากฎว่า ส.ว.ทั้ง 249 คน เว้นรองประธานรัฐสภา 1 คน ตัดสินใจไปในทางเดียวกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ส.ว.ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของ คสช.” นายธนาธรกล่าว
ส่วนคดีการถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดียนั้น นายธนาธร กล่าวว่า ตนอยากให้สังคมได้ร่วมกันตรวจสอบกรณีนักการเมืองจากพรรคอื่นรวมกันถึง 41 คน ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ได้ส่งรายชื่อพร้อมเอกสารหลักฐานไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วด้วย เพราะจากหลักฐานที่มีอยู่ซึ่งฝ่ายกฎหมายของพรรคไปยื่นไปประกอบกัน คือข้อมูลงบการเงินล่าสุด ที่เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ส.ส.เหล่านั้นมีความผิดแน่นอน ไม่ใช่เพียงแค่ต้องสงสัยว่าจะผิดเหมือนตน ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติออกมาได้ภายใน 7 วันหลัง กกต.ยื่นเรื่องไป ตนจึงขอให้สังคมจับตามองการทำงาน ว่าผลจะออกมาเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่
นายธนาธร กล่าวว่า จากนี้ ตนจะใช้เวลาไปในการลงพื้นที่พบปะประชาชน ไปสอบถาม ไปพูดคุยถึงปัญหาความเดือดร้อน จากนั้นจะนำไปให้ ส.ส.ของพรรคในสภานำไปตั้งเป็นกระทู้อภิปรายต่อไป
ส่วนการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญนั้น นายธนาธรกล่าวว่าจะต้องค่อยๆผลักดันการต่อสู้ไปทีละนิด เป็นขั้นเป็นตอน ผ่านกลไกของรัฐสภาที่มีอยู่ เพราะตนเชื่อมั่นว่าการตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา คือวิถีทางที่สันติที่สุดในการต่อสู้แล้ว
“เรายังเชื่อมั่นในกระบวนการเปลี่ยนผ่านโดยกลไกของรัฐสภา ว่านี่คือวิถีทางที่สามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างสันติที่สุดโดยไม่มีความรุนแรง ถ้าพวกเขาไม่อนุญาตให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการรัฐสภา นั่นเท่ากับว่าพวกเขาปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงโดยสันติ” นายธนาธรกล่าว


