สูตรนี้บ้าง "พรายพล คุ้มทรัพย์" คำนวณส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อได้ 13 พรรคเล็กเข้าสภา
ยันวิธีคิดตรงตามกติการัฐธรรมนูญใกล้เคียงผลคำนวณหลายสำนัก เผยเพื่อไทย137ที่นั่ง พปชร.116 คน ส่วนพรรคอนาคตใหม่ลดทอนลงไปจาก 88 เหลือ 80 คน
ยันวิธีคิดตรงตามกติการัฐธรรมนูญใกล้เคียงผลคำนวณหลายสำนัก เผยเพื่อไทย137ที่นั่ง พปชร.116 คน ส่วนพรรคอนาคตใหม่ลดทอนลงไปจาก 88 เหลือ 80 คน
ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศผลการนับคะแนนส.ส.ระบบเขตออกมาเป็นที่เรียบร้อย ทำให้บรรดา นักการเมือง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญคณิตศาสตร์ สื่อมวลชน ต่างงัดสูตรมาคำนวณหาส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งผลการคำนวณออกมาดูจะมีความแตกต่างกันไป
อย่างวานนี้(8 เม.ย.62) สมชัย ศรีสุุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ซึ่งโดนใบแดงจากคสช.ตามมาตรา 44 ให้พ้นจากตำแหน่งจนเจ้าตัวต้องมาลงสมัครส.ส.สมุทรสาครในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) แถลงวิธีการคำนวณส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเช่นกัน สามารถหาจำนวนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อได้เพียง 16 พรรค ต่างกับกกต.ที่เคยระบุได้ไม่น้อยกว่า 25 พรรค
อย่างไรก็ตามยังมีอีกหนึ่งนักวิชาการ " พรายพล คุ้มทรัพย์ " ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงผลการคำนวณอย่างมีเหตุมีผล ลงเฟซบุ๊คส่วนตน ในหัวข้อ "ส.ส.บัญชีรายชื่อคำนวณอย่างไร" โดยนำเสนอไว้ดังนี้...
การนับคะแนนจากการออกเสียงในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 24 มีนาคม 2562 น่าจะเกือบเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว แต่ผลการเลือกตั้งที่ประกาศโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งยังสร้างความสับสนให้กับสาธารณชนอยู่
ถึงแม้ว่าผลคะแนนเลือกตั้งที่ กกต. ประกาศยังไม่เป็นทางการ แต่จำนวน สส. แบ่งเขตที่ประกาศออกมาดูจะแน่นอนแล้ว คือพรรคเพื่อไทยได้มากที่สุดถึง 137 ที่นั่ง และพรรคพลังประชารัฐได้เป็นที่สองคือ 97 ที่นั่ง
ส่วนจำนวน สส. บัญชีรายชื่อที่ประกาศมานั้น กกต. ยังไม่อธิบายและเปิดเผยสูตรการคำนวณ จึงทำให้มีข้อสงสัยว่าเป็นจำนวนตัวเลขที่ถูกต้องตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่อย่างไร
ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นระบบสัดส่วนผสมหรือ mixed member proportional system ซึ่งกำหนดให้มีสมาชิกทั้งหมดจำนวน 500 คนโดยมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และเป็นแบบบัญชีรายชื่ออีก 150 คน
ผู้ออกเสียงลงคะแนนเพื่อเลือก ส.ส. แบ่งเขต แล้วนำเอาคะแนนของทุกเขตมารวมเป็นคะแนนของแต่ละพรรคเพื่อหาสัดส่วนว่าแต่ละพรรคจะ “พึงมี” สส. ได้กี่คนจากจำนวนทั้งหมด 500 คน
หากพรรคใดได้จำนวน ส.ส. แบ่งเขตน้อยกว่าจำนวน ส.ส. ที่พรรคจะพึงมี ก็จะได้รับการจัดสรรเพิ่มจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเพื่อให้รวมกันเท่ากับจำนวน ส.ส. ที่พรรคจะพึงมี
แต่ถ้าได้จำนวน ส.ส. แบ่งเขตมากกว่าหรือเท่ากับจำนวนที่จะพึงมี ก็จะไม่ได้รับการจัดสรรเพิ่มจำนวน
วัตถุประสงค์หลักของระบบการเลือกตั้งนี้ก็เพื่อให้จำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคมีสัดส่วนที่สะท้อนคะแนนเลือกตั้งให้มากที่สุดนั่นเอง เช่น พรรคใดได้คะแนนเสียงเป็น 10% ของการออกเสียงทั้งหมด (คือ 10% ของ 35.5 ล้านเสียง หรือ 3.55 ล้านเสียง) ก็ควรมี สส. รวมจำนวน 50 คน (10% ของ 500 คน)
ในฐานะที่ผมเป็นผู้ศึกษาและติดตามระบบการเลือกตั้งแบบนี้มาโดยตลอดตั้งแต่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมได้ลองคำนวณหาจำนวน สส. บัญชีรายชื่อโดยอิงกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และอาศัยข้อมูลที่ กกต. ได้เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ อันได้แก่ ข้อมูลแสดงคะแนนเสียงรวมและจำนวน สส. แบ่งเขตที่พรรคการเมืองต่างๆ ได้รับในการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ดังมีรายละเอียดปรากฎในตารางที่ 1 (คอลัมน์ที่ 2 และ 4)
พรรคที่มีคะแนนเสียงตั้งแต่มากที่สุดคือพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ 8,433,137 เสียง ไปจนถึงคะแนนน้อยที่สุดคือพรรคกสิกรไทย ซึ่งได้ 183 เสียง มีทั้งหมด 77 พรรค ส่วนพรรคที่มี สส. แบ่งเขตมีทั้งหมด 9 พรรค โดยพรรคเพื่อไทยได้มากที่สุดคือ 137 ที่นั่ง
เมื่อนำเอาคะแนนเสียงรวมของแต่ละพรรคมาคำนวณหาสัดส่วนจากคะแนนเสียงทั้งหมดที่นับรวมกันได้ 35,532,647 เสียง แล้วนำสัดส่วนนี้ไปคูณกับ 500 ก็จะได้จำนวน สส. ที่แต่ละพรรคพึงมีพึงได้ ดังปรากฏในคอลัมน์ที่ 3 ของตารางที่ 1 โปรดสังเกตว่าผลคูณเหล่านี้ยังมีเศษทศนิยมเหลือไว้ 5 ตำแหน่ง คือยังไม่ปัดเศษทศนิยมในขั้นนี้ ทั้งนี้เพื่อจะนำเอาผลคูณที่มีรายละเอียดมากที่สุดไปคำนวณในขั้นตอนต่อไป
ในขั้นนี้จะเห็นได้ว่าพรรคพลังประชารัฐพึงมีจำนวน สส. รวมมากที่สุด คือประมาณ 119 คน (จากผลคูณที่เท่ากับ 118.66745) ส่วนพรรคเพื่อไทยมี สส. พึงมีที่คำนวณได้เป็นจำนวนประมาณ 111 คน ซึ่งยังน้อยกว่าจำนวน สส. แบ่งเขตที่พรรคเพื่อไทย (137 คน) ดังนั้น ตามกฎกติกาแล้ว พรรคเพื่อไทยจึงไม่ได้รับจัดสรร สส. บัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว จำนวน สส. แบ่งเขตที่มากกว่าจำนวน สส. พึงมีนั้น มีชื่อเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า overhanging seats ซึ่งในกรณีนี้เป็นผลต่างจำนวน 26 ที่นั่ง (137-111)
ขั้นตอนต่อไปเป็นการคำนวณหาจำนวน สส. บัญชีรายชื่อ โดยนำจำนวน สส. แบ่งเขตที่แต่ละพรรคได้รับ ไปหักออกจากจำนวน สส. พึงมี ผลการคำนวณมีปรากฏรายละเอียดในคอลัมน์ที่ 5 ของตารางที่ 1 โดยกำหนดให้พรรคเพื่อไทยมีจำนวน สส. บัญชีรายชื่อเท่ากับศูนย์ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ผลการคำนวณในขั้นตอนการปรับครั้งแรกนี้ก็ยังไม่มีการปัดเศษทศนิยม และเมื่อรวมผลในคอลัมน์ที่ 5 นี้ของทุกพรรค ก็จะได้ตัวเลข 176 ที่นั่ง ซึ่งเป็นผลรวมของจำนวน สส. บัญชีรายชื่อที่ทุกพรรคควรได้รับจัดสรร แต่เนื่องจากผลรวมนี้ยังมีค่าสูงกว่าจำนวน สส. บัญชีรายชื่อ 150 ที่นั่งที่กฎหมายกำหนดให้มีได้ ผลต่างจำนวน 26 ที่นั่งนี้ (176-150)เป็นผลมาจากการที่พรรคเพื่อไทยมี overhanging seats จำนวน 26 ที่นั่งนั่นเอง จึงจำเป็นต้องมีการปรับครั้งที่ 2 ให้ผลรวมของทุกพรรคมีจำนวนลดลงเหลือ 150 ที่นั่ง
การปรับครั้งที่ 2 นี้ ทำโดยการนำตัวเลขของแต่ละพรรคในคอลัมน์ที่ 5 ของตารางที่ 1 ไปคูณด้วย 150 แล้วหารด้วย 176 ทั้งนี้ เพื่อให้ตัวเลขที่มีการปรับครั้งที่ 2 มีผลรวมกันเท่ากับ 150 พอดี ดังมีรายละเอียดปรากฏในคอลัมน์ที่ 6 ของตารางที่ 1 แต่ผลการปรับตัวเลขสำหรับแต่ละพรรคก็ยังเป็นจำนวนที่มีเศษทศนิยม 5 ตำแหน่งเหลืออยู่ ขั้นตอนต่อไปจึงเป็นการปรับครั้งที่ 3 เพื่อทำให้เป็นจำนวนตัวเลขที่ไม่มีเศษทศนิยมเหลืออยู่เลย
การปรับครั้งที่ 3 มีสองตอน ตอนแรก (3.1) เป็นการปรับตัวเลขจำนวน สส. พึงมีของแต่ละพรรคที่ได้จากการปรับครั้งที่ 2 ให้เป็นจำนวนเต็ม (คือปัดเศษให้ไม่มีทศนิยมเลย) โดยใช้เกณฑ์ที่ว่าตัวเลขที่มีเศษจุดทศนิยมมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ก็ปรับขึ้นให้เป็นจำนวนเต็ม เช่น ตัวเลขของพรรคพลังประชารัฐ 18.51451 ก็ปรับให้เป็น 19 คน ตัวเลขของพรรคอนาคตใหม่ 49.70687 ก็ปรับให้เป็น 50 คน ส่วนตัวเลขที่มีเศษจุดทศนิยมน้อยกว่า 0.5 ก็ยังไม่มีการปรับขึ้นแต่กำหนดให้เป็นจำนวนเต็ม เช่น ตัวเลขของพรรคประชาธิปัตย์ 19.26923 ก็ปรับให้เป็น 19 คน ตัวเลขของพรรคเศรษฐกิจใหม่ 0.71269 ก็ปรับให้เป็น 1 คน ดังมีรายละเอียดปรากฏในคอลัมน์ที่ 4 และ 5 ของตารางที่ 2
หลังจากการปรับในตอนแรกแล้วปรากฏว่าจำนวน สส. บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคควรจะได้รับการจัดสรรรวมกันเท่ากับ 147 คน จึงยังขาดอยู่อีก 3 คน ซึ่งเราจะจัดสรรในตอนที่ 2 ต่อไป
ในตอนที่ 2 ของการปรับครั้งที่ 3 (3.2) เป็นการจัดสรรจำนวน สส. บัญชีรายชื่อที่เหลืออยู่ 3 คนไปให้กับพรรคการเมืองที่ยังไม่มีตัวเลขจำนวน สส. ที่ปรับเศษทศนิยมขึ้นให้เป็นจำนวนเต็มเนื่องจากมีจุดทศนิยมน้อยกว่า 0.5 ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม เราจึงควรจัดสรรจำนวน สส. บัญชีรายชื่อที่เหลืออยู่ 3 คนนี้ไปให้กับพรรคการเมืองในกลุ่มนี้ โดยเลือกพรรคที่มีค่าเศษทศนิยมที่สูงที่สุด 3 อันดับแรก ซึ่งก็ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ (จำนวน สส. พึงมี 0.47846 คน) พรรคพลังธรรมใหม่ (จำนวน สส. พึงมี 0.42725 คน) และพรรคไทรักธรรม (จำนวน สส. พึงมี 0.40578 คน)
ผลการจัดสรรจำนวน สส. บัญชีรายชื่อในขั้นตอนสุดท้ายจึงมีรายละเอียดปรากฏในคอลัมน์ที่ 6 ของตารางที่ 2 โดยในคอลัมน์นี้มีผลรวมเท่ากับ 150 คนพอดี และเมื่อรวมกับจำนวน สส. แบ่งเขตก็จะเป็นจำนวน สส. รวมทั้งสองประเภท ดังแสดงผลไว้ในคอลัมน์สุดท้ายของตารางที่ 2
สรุปได้ว่าพรรคการเมืองที่มีจำนวน สส. รวมมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทยซึ่งมี 137 คน พรรคพลังประชารัฐมี สส. มากเป็นอันดับสองคือ 116 คน พรรคอนาคตใหม่มี 80 คน พรรคประชาธิปัตย์มี 52 คน พรรคภูมิใจไทยมี 51 คน พรรคเสรีรวมไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาได้พรรคละ 10 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่มี 7 คน พรรคประชาชาติมี 6 คน พรรคเพื่อชาติและพรรครวมพลังประชาชาติไทยมีพรรคละ 5 คน พรรคชาติพัฒนามี 3 คน พรรคท้องถิ่นไทมี 3 คน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยมี 2 คน
ส่วนพรรคการเมืองที่มี สส. เพียงคนเดียวมีถึง 13 พรรค ได้แก่พรรคพลังปวงชนไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคประชานิยม พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ และพรรคไทรักธรรม
สังเกตได้ว่า พรรคเพื่อไทยมี สส. รวมมากถึง 137 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าจำนวน สส. พึงมีอยู่ 26 คน (หรือมี overhanging seats 26 ที่นั่ง) เป็นเหตุให้พรรคอื่นๆ ส่วนใหญ่มี สส. รวมน้อยกว่าจำนวน สส. ที่พึงจะมี พรรคที่ถูกลดทอนจำนวน สส. ลงมากที่สุดคือพรรคอนาคตใหม่ซึ่งมีจำนวน สส. รวม 80 คน เมื่อเทียบกับจำนวนที่พึงมี 88 คน จึงถูกลดทอนลงไปถึง 8 คน
ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งคือ การปรับจำนวน สส. บัญชีรายชื่อได้ทำให้พรรคการเมืองเล็กๆ บางพรรคสามารถได้รับการจัดสรร สส. บัญชีรายชื่อเป็นจำนวน 1 คน ทั้งๆ ที่มีผู้ลงคะแนนเสียงให้ไม่ถึง 70,000 คนซึ่งเป็นจำนวนคะแนนเสียงขั้นต่ำที่ทำให้พรรคหนึ่งมีสิทธิได้รับการจัดสรร สส. บัญชีรายชื่อ 1 คน (ผู้ออกเสียงรวม 35.5 ล้านคน หารด้วย สส. 500 คน = 71,000 เสียง) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวิธีการปรับจำนวน สส. บัญชีรายชื่อด้วยการปัดเศษทศนิยมตามที่อธิบายมาเปิดโอกาสให้พรรคเล็กพรรคน้อยมี สส. เพียง 1 คนเข้าไปนั่งในสภาได้ง่าย (คราวนี้มีมากถึง 13 พรรค) ในบางประเทศที่ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบนี้ได้กำหนดให้พรรคการเมืองต้องได้คะแนนเสียงขั้นต่ำจำนวนหนึ่ง (เช่น อย่างน้อย 1% ของเสียงทั้งหมด) จึงมีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร สส. บัญชีรายชื่อ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีพรรคเล็กๆในสภามากเกินไป
ผมขอย้ำว่า ผลการคำนวณข้างต้นเป็นไปตามกฎกติกาที่ผมเข้าใจเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น และผมสังเกตว่าผลที่ผมคำนวณได้ก็ตรงกันกับผลการคำนวณบางชุดที่ได้เผยแพร่ในสื่อมวลชนบางฉบับแล้ว เราจึงคงต้องรอต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว กกต. มีสูตรการคำนวณและผลการคำนวณอย่างไร


