
ม็อบเหลืองขาลงจุดชาตินิยมไม่ติด
น่าสนใจไม่น้อยกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
น่าสนใจไม่น้อยกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
น่าสนใจไม่น้อยกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โดยใช้ประเด็นปราสาทพระวิหารมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงขั้นประกาศชุมนุมแบบไม่ชนะไม่เลิกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้
เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย?
หากจะมองถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนเสื้อเหลืองกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีความแนบแน่นขนาดไหน เพราะสังคมคงทราบกันมาพอสมควรนับตั้งแต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ยังดำรงสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้าน และมี สส.บางส่วนได้เข้ามาร่วมหัวจมท้ายเช่นกัน
เมื่อระยะเวลาผ่านไปการเมืองเกิดการเปลี่ยนขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้มาเป็นรัฐบาล ปรากฏว่ากลายเป็นชนวนของรอยร้าวขึ้นมาทันที อาจเป็นเพราะการที่รัฐบาลตามใจพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไปจนกระทบพื้นที่ทางการเมืองของพรรคการเมืองใหม่
แต่ที่สำคัญ คือ การดำเนินคดีกับกลุ่ม พธม.ในกรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งพนักงานสอบสวนนำโดย พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้ ได้เร่งทำคดีจนทำให้ศาลอนุมัติหมายจับแนวร่วมของ พธม.ไปแล้วหลายคน
โดย พธม.เคยเรียกร้องไปยังนายกฯ อภิสิทธิ์หลายครั้งให้เปลี่ยนตัว พล.ต.ท.สมยศ โดยอ้างถึงความไม่เป็นธรรมในการสอบสวน แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ย่อมมีที่มาของความไม่พอใจเกิดขึ้น ถึงขั้นจะตามราวี พล.ต.ท.สมยศ ให้ถึงที่สุด
“ขอให้ พล.ต.ท.สมยศ เตรียมตัวว่าภาคประชาชนจะติดตามและดำเนินการในทุกกรณีเราจะใช้ทุกช่องทางไม่ว่าจะร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อเอาผิดในคดีอาญา ฟ้องคดีแพ่งหรือร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งจำเลยมีทั้งหมด 79 คนก็จะฟ้อง 79 คดี แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้วก็เตรียมตัวรอขึ้นศาลได้เลย” คำพูดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของ พธม. เมื่อวันที่ 26 ส.ค.
แม้ว่าต่อมาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดทยอยมามอบตัวและได้รับการประกันตัวชั่วคราวไม่ต้องนอนคุกเหมือนกับแกนนำคนเสื้อแดง แต่ก็ยังคงสร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นกับแกนนำคนเสื้อเหลือง เพราะคิดว่าการทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการถูกตบหน้าบนฐานความคิดที่ว่า “ไม่มีพันธมิตรฯ ประชาธิปัตย์ไม่มีวันเป็นรัฐบาล” เลยทำให้เกิดอาการหัวเสียหลายครั้ง
จนในที่สุดความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็มาสะบั้นลงเพราะความเห็นไม่ตรงกันในทางการเมืองจากเรื่องเจบีซี สังเกตได้จากท่าทีของ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ถึงขั้นประกาศตัดความสัมพันธ์กับคนเสื้อเหลืองแบบคนไม่เคยรักกันมาก่อน
ขณะเดียวกัน การชุมนุมที่หน้าอาคารรัฐสภาครั้งล่าสุดเพื่อแสดงพลังคัดค้านการพิจารณารับรองบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทยกัมพูชา 3 ฉบับเมื่อวันที่ 2 พ.ย. มีข้อสังเกตหลายประการที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งเป็นจุดอ่อนของกลุ่ม พธม.
ด้านหนึ่งแน่นอนว่า “การยกประเด็นชาตินิยม” กลายเป็นจุดอ่อนของกลุ่ม พธม.อย่างเห็นได้ชัด เพราะแทนที่จะใช้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหลายเรื่องที่มีข้อบกพร่อง แต่กลับเลือกประเด็นเจบีซีมาใช้เป็นเงื่อนไขแทน
หากอ่านใจกลุ่ม พธม.ในการตัดสินใจใช้เรื่องนี้ มาจากการเล็งเห็นว่าจะช่วยสร้างกระแสให้ประชาชนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก
ทว่าการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา มวลชนส่วนใหญ่นั้นมาจากต่างจังหวัดเป็นส่วนมากถ้าเทียบกับคนเมืองที่เคยเป็นฐานมวลชนสำคัญของ พธม.ผลที่ตามมา คือจำนวนคนที่บางตาอย่างเห็นได้ชัด รูปธรรมของประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นจากการสามารถปิดการจราจรได้แค่เฉพาะถนนอู่ทองใน ซึ่งเป็นเพียงบางบริเวณของหน้าอาคารรัฐสภาเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าการเกณฑ์คนมีปัญหา
ถึงแม้แกนนำ พธม.บางรายจะอ้างว่าเพราะบางส่วนติดปัญหาน้ำท่วมทำให้ไม่สามารถเดินทางมาได้ แต่นั่นก็คงไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้นมากนักเพราะหาก พธม.เชื่อว่าปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยจริง ก็สมควรที่จะดึงมวลชนใน กทม.เข้ามาร่วมขบวนรถไฟนี้จนมีคนจำนวนมากพอที่จะมาล้อมรัฐสภาเหมือนที่เคยทำได้กับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์
แสดงให้เห็นว่ากระแสชาตินิยมปลุกไม่ขึ้น
นอกเหนือไปจากการปลุกไม่ขึ้นแล้ว ต้องบอกว่ามาไม่ถูกที่ถูกเวลาเท่าไหร่สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม พธม.เพราะเกิดท่ามกลาง สถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหาของชาติอยู่ในตอนนี้ ทำให้สังคมมองว่าไม่เหมาะสมนักหากจะเอาเงื่อนไขนี้มาต่อต้านขับไล่รัฐบาล ตรงกันข้าม ควรจะปล่อยให้รัฐบาลใช้กลไกที่มีอยู่ลงไปบรรเทาปัญหาให้กับประชาชน
ไม่แปลกที่การกลับมาของกลุ่ม พธม.ครั้งนี้ไม่ได้รับการตอบรับมากนัก ขณะเดียวกันอาจจะโดนกระแสสังคมตีกลับและกังขา พธม.ด้วยซ้ำว่า ทำไมต้องออกมาเพิ่มอุณหภูมิให้กับการเมืองโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงการถูกถามด้วยว่าเป็นเพราะความไม่พอใจรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะคดียึดสนามบินที่กำลังจะมีการสรุปเร็วๆ นี้ใช่หรือไม่ถึงได้หาเงื่อนไขออกมาสร้างกระแสชาตินิยมโจมตีรัฐบาลในเวลานี้
ทั้งนี้ ใช่ว่าการเคลื่อนไหวของ พธม.จะไร้ผลเลยเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็สามารถทำให้รัฐบาลยอมถอยหนึ่งก้าวด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันของรัฐสภาขึ้นมาเพื่อพิจารณา 30 วัน เพื่อซื้อเวลาออกไป อันเป็นการความสำเร็จของ พธม.ระดับหนึ่งจากเดิมที่รัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าเต็มตัวในเรื่องนี้ด้วยการลงมติ
อย่างไรก็ตาม การถอยของรัฐบาลครั้งนี้ก็ไม่ใช่ชัยชนะของ พธม.เลยเสียทีเดียว เพราะหาก พธม.ยังคงเน้นกระแสชาตินิยมต่อไปเรื่อยๆ คงเป็นการยากที่ พธม.จะก้าวพ้นช่วงขาลงเนื่องจากไม่ได้รับจากสังคม







