
บันไดสี่ขั้นไม่ยุบปชป.ก็ต้องยุบศาลรธน.
โค้งสุดท้ายก่อนชี้ชะตาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แรงกดดันระลอกแล้วระลอกเล่า
โค้งสุดท้ายก่อนชี้ชะตาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แรงกดดันระลอกแล้วระลอกเล่า
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โค้งสุดท้ายก่อนชี้ชะตาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แรงกดดันระลอกแล้วระลอกเล่า ต่างถาโถมเข้าใส่ศาลรัฐธรรมนูญ จนสั่นคลอนความน่าเชื่อถือ และกลายเป็นแรงบีบในการพิพากษาคดียุบพรรค
ต้องยอมรับว่า “ผล” จากคดียุบพรรคไม่ว่าจะออกทางใดทางหนึ่งล้วนเป็นตัววัดต่อทิศทางการเมืองในอนาคต และกลุ่มก้อนการเมืองในปัจจุบัน ทุกฝ่ายจึงได้แต่ดูผลจากคดียุบพรรคด้วยใจระทึก
ไม่น่าแปลกที่ “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” จะผนึกกำลังใช้จังหวะนี้ “โหมกระแส” ตอกย้ำปมปัญหาต่างๆ ผ่านคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตระเตรียมวาง “ยุทธศาสตร์” และยุทธการเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้
การปลุกกระแสเรื่อง “สองมาตรฐาน” ที่เคยใช้เป็นประเด็นใหญ่ในการเคลื่อนไหวขับเคลื่อนมวลชนคนเสื้อแดง ถูกนำมาขยายแผลอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญผ่านคลิปลับ 5 ชุด
แม้จะยังไม่มีใครประกาศตัวว่าอยู่เบื้องหลังการจัดทำคลิป แต่ “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” ต่างนำคลิปฉาวที่ระบาดหนักในเว็บไซต์ยูทูบมาขยายผล
เนื้อหาในคลิปบางส่วนชัดเจนว่า มีความจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง ด้วยการพยายามทำให้เข้าใจว่ามีการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามากดดันการพิจารณาในคดีนี้
จนนำมาสู่การชี้แจงข้อเท็จจริงของตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคลิปที่ 1 ซึ่งปรากฏภาพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี สนทนากับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย. พ.ศ. 2552 ในงานที่ ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ รับรางวัลเป็นนักกฎหมายดีเด่นจากกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีประธานองคมนตรีเป็นผู้มอบรางวัล
ทว่าในคลิปที่ 2 การสนทนาระหว่างวิรัชร่มเย็น ทีมงานต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และ พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีเนื้อหาพูดถึงการดึงประธาน กกต.มาเป็นพยานในคดียุบพรรค ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝั่งประชาธิปัตย์
งานนี้แม้จะตัดตอน “พสิษฐ์” ออกจากตำแหน่ง และตั้งกรรมการขึ้นมาสืบสวนเรื่องทั้งหมด แต่อย่างไรก็ไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ จนถูกกระแสบีบให้แสดงความรับผิดชอบจากสังคมมากว่า แค่การแสดงความเสียใจ
คลิปนี้จึงส่งผลกระทบ 3 เด้ง ทั้งต่อ พสิษฐ์ ในฐานะคนสำคัญในศาลรัฐธรรมนูญ กระทบไปถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ และลากไปถึงสถาบันศาลรัฐธรรมนูญ
กระแสข่าวเรื่อง “สัญญาใจ” จาก “ชัช”ที่เคยให้ไว้ว่าจะลงจากเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญหลังรับตำแหน่งครบ 3 ปี จึงเป็นอีกแรงบีบที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องการให้ก้าวลงจากตำแหน่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้
เมื่อท่าทีล่าสุด “ชัช” ออกมายืนกรานว่ายังไม่ออกจากตำแหน่ง นี่จึงยิ่งฉุดภาพรวมของศาลรัฐธรรมนูญให้หมองคล้ำไปด้วย
ระหว่างที่รอผลการสืบสวนเรื่องคลิปจากคณะกรรมการหลายชุดทั้งของศาลรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ความพยายาม “ซ้ำแผล” พุ่งเป้าเล่นงานไปที่ศาลรัฐธรรมนูญยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และอย่างเป็นระบบ
ทั้งการแฉของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแดง ด้วยการเปิดตัวละครใหม่ อย่าง นุชนารถ รัตนสุวรรณ หรือ ฉลาม พร้อมโยงความสัมพันธ์ว่ารู้จักกับ ชวน หลีกภัย หัวหน้าทีมต่อสู้คดียุบพรรค จนถูกมองว่าเป็นเหตุให้ “นุชนารถ”ได้โครงการติดตั้งซีซีทีวีในศาลรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านั้น “จตุพร” ยังเคยออกมาเปิดโปงกระบวนการโกงข้อสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีตุลาการ 3 คนอยู่เบื้องหลัง พร้อมขู่ว่ามีคลิปเป็นหลักฐาน และอยู่ระหว่างรอนัดจากประธานศาลรัฐธรรมนูญให้มาตรวจสอบคลิป
แท็กทีมด้วย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กับการเปิดข้อมูลที่ส่อพิรุธในโครงการจัดซื้อรถประจำตำแหน่ง ยี่ห้อ เล็กซัส 10 คัน ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อมาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกมาชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยใส่ร้าย เพราะโครงการจัดซื้อรถยนต์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง
ตามมาด้วยประเด็นการตั้งลูก เครือญาติตุลาการเข้ามารับตำแหน่งเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ รับเงินเดือนประจำ กว่า 4 หมื่นบาท แต่กลับไม่มาทำงานจริง กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตามมา
สารพัดข้อกล่าวหาถูกขุดขึ้นมาโยนใส่ศาลรัฐธรรมนูญแบบเหวี่ยงแห ตีขลุม
ยากจะพิสูจน์ว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนเท็จ!!
แต่ด้วยสถานะความเป็นตุลาการที่ถูกตั้งความหวังว่าต้องมี “คุณธรรม” สูงกว่าประชาชน นักการเมืองทั่วไป ทำให้สถานะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องสั่นคลอนอย่างหนัก เมื่อถูกโยงใยให้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องฉาวไม่หยุดหย่อน
ในวันที่เพื่อไทย โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาส่งสัญญาณถอดใจ ยอมรับว่า ประชาธิปัตย์น่าจะอาศัยช่องทางตามข้อกฎหมายหลุดพ้นจากคดียุบพรรค การเดินหน้าถล่มความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นหมากสำคัญในการเดินเกมของเพื่อไทยและเสื้อแดง
นอกจากสร้างกระแสเพิ่มแรงกดดันในการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์แล้ว หากคำตัดสินออกมาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิด นอกจากจะตอกย้ำประเด็นเรื่องสองมาตรฐานแล้ว
ยังตอกย้ำสิ่งที่ “เพื่อไทย” พยายามปลุกกระแสดิสเครดิตศาลรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด
นับถอยหลังสู่วันที่ 29 พ.ย.นี้ ที่จะตัดสินคดีชี้ชะตาอนาคตพรรคการเมืองเก่าแก่อายุ 64 ปี เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะถูกคลื่นลมถาโถมอีกหลายลูกที่เพื่อไทยวางเป้าว่า งานนี้ต้องไม่ใช่แค่เรื่องของสองมาตรฐานเท่านั้น แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเละและพังกันไปข้างเหมือนที่จาตุรนต์ ฉายแสง นักการเมืองสีแดงออกมารับลูกเพื่อไทยว่า ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลาออกให้หมด หรือที่จตุพรบอกไว้ว่า ประเทศนี้ไม่ควรมีศาลรัฐธรรมนูญ
เดิมพันครั้งนี้สูงยิ่ง หากประชาธิปัตย์รอด ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเดี้ยงไปด้วย แลกกันให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องยุบศาลรัฐธรรมนูญ
นี่คือ โมเดลที่กำลังเดินเพื่อไปสู่แผนบันไดสี่ขั้น ทุบทิ้งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเคยตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนมาแล้ว ครั้งนี้จึงต้องเอาคืน ไม่ปล่อยให้เป็นขวากหนามในอนาคตอีก







