
ฉวยโอกาสน้ำท่วม ปล้นทรัพย์-ขายของแพง
ลำพังน้ำท่วมก็แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวกันไม่เหลือซากอยู่แล้ว เคราะห์ซ้ำกรรมซัดนรกยังส่งเหลือบไรสังคมมาคอยหากินกับความเดือดร้อน...
ลำพังน้ำท่วมก็แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวกันไม่เหลือซากอยู่แล้ว เคราะห์ซ้ำกรรมซัดนรกยังส่งเหลือบไรสังคมมาคอยหากินกับความเดือดร้อน...
โดย...ธนก บังผล
ลำพังน้ำท่วมก็แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวกันไม่เหลือซากอยู่แล้ว เคราะห์ซ้ำกรรมซัดนรกยังส่งเหลือบไรสังคมมาคอยหากินกับความเดือดร้อน
ที่เห็นกันจะจะ ก็ต้องวิกฤตน้ำท่วมที่ จ.นครราชสีมา รถเก๋งรถกระบะทั้งคันจมมิดไม่เหลือซาก
ลานจอดรถที่เคยเห็น ท้องนาที่เคยเห็น ได้กลายเป็นเวิ้งน้ำ ถนนที่รถเคยวิ่งต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง
ไม่น่าเชื่อว่าระหว่างที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนต้องการถุงทรายและเรือพลาสติคที่นำข้าวสาร ถุงยังชีพหรือพาผู้ประสบภัยออกไปนอกพื้นที่กลับมีคนเห็นช่องทำกำไรจากการขายทรายและขายเรือ ใครจะเดือดร้อนก็เดือดร้อนไป ฉันจะเอากำไรเข้ากระเป๋าตัวเองใครจะทำไม
เนื่องจากไม่กี่วันมานี้ ได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านหลายรายในพื้นที่ซึ่งเดือดร้อนจากน้ำท่วมว่า ราคาทรายกับราคาเรือพุ่งสูงปรี๊ดจนน่าเกลียด
ร้านขายเรือแห่งหนึ่ง ยอมรับว่า เรือไฟเบอร์ในโคราชนั้นไม่มีเหลือขายให้ใครแล้ว ลำเดียวก็ไม่มี เพราะฉะนั้นใครจะซื้อก็ต้องสั่งและต้องรอ โดยอาจใช้เวลานานประมาณ 2 สัปดาห์ กว่าของจากโรงงานจะนำมาส่ง ส่วนที่ต้องปรับราคาขึ้นเนื่องจากโรงงานที่ผลิตขยับราคาสูงขึ้น ทำให้เราต้องขายในราคาที่สูงขึ้นตาม
จากการสำรวจราคาพบว่า ร้านนี้ขายเรือไฟเบอร์อยู่ 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง และใหญ่ โดยเรือเล็กนั่ง 2 คน ปกติราคา 2,000-2,500 ซึ่งเป็นราคาต่ำที่สุดเป็นที่นิยม ขณะนี้ได้ปรับราคาเป็น 3,000-3,500 บาท
ส่วนเรือขนาดกลางจากที่เคยขาย 4,000 บาท ก็ปรับเป็น 5,500 บาท และเรือขนาดใหญ่ จากเดิมราคา 5,000 บาท ก็เพิ่มเป็น 7,000 บาท
น้ำท่วมใครว่าแย่ เจ้าของร้านขายเรือไฟเบอร์บอกว่าเห็นราคาเรือแพงขึ้นอย่างนี้ ขายได้วันละ 30-40 ลำ จากปกติ เรือลำเดียวต้องใช้เวลา 3-4 เดือน
"แต่ตอนนี้สั่งเรือไฟเบอร์เข้ามาเท่าไหร่ก็ขายหมดเกลี้ยง”
นี่ยังซ้ำเติมคนโคราชไม่พอ ยังมีกลุ่มพ่อค้าจากจังหวัดใกล้เคียงรวมตัวกันเอาเรือไฟเบอร์ขนาดเล็กเข้ามาขายให้กับชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม
เพียงแต่ไม่ได้เอามาขายให้กับคนที่เดือดร้อน กลับเอาไปขายให้ร้านขายเรือไฟเบอร์ในจังหวัด ที่มีอยู่ 10 กว่าแห่งโดยกลุ่มผู้ค้าเหล่านั้นมาจาก จ.พิจิตร จ.สระบุรี
ในขณะที่ “ทราย” เองก็มีปัญหาไม่แพ้กัน หลังจากน้ำเริ่มเอ่อล้นตลิ่ง “ถุงทราย” ก็เริ่มขาดแคลนขึ้นเรื่อยๆ เดิมที่เคยบริจาคก็เปลี่ยนมาเป็นขาย
ซึ่งปรากฏว่ามีกลุ่มพ่อค้ากลุ่มหนึ่ง นำทรายมากรอกใส่กระสอบนำขึ้นรถกระบะหรือรถบรรทุกเข้าไปขายตามชุมชนต่างๆ ในราคาที่แพงหูฉี่ กระสอบละ 60 บาท
ทั้งที่ปกติแล้วทราย 1 คิว จะซื้อขายอยู่ที่ ราคา 200-300 บาท และ 1 คิวที่ว่านั้น ถ้านำมาบรรจุใส่กระสอบจะได้ประมาณ 30 กระสอบ
เรื่องขูดรีดฉกฉวยเหตุจากสถานการณ์น้ำท่วมนั้น พอจะระแคะระคายเข้าหู นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่บ้างแล้ว
โดยเฉพาะถ้อยคำกำชับระหว่างที่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ที่ว่า ห้ามเงินบริจาครั่วไหล และการช่วยเหลือต้องเป็นระบบ
นายกฯ ย้ำนักน้ำหนาว่า คชอ.และศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยก็เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และเป็นช่องทางเตรียมการประสานข้อมูลให้มีความสอดคล้อง คือ 1.เรื่องการหารือเชิงนโยบายที่จะเสนอต่อ คชอ.แล้วจะเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีอำนาจตัดสินใจ
2.การประสานการช่วยเหลือ เช่น จากนี้จะต้องบริหารจัดการอุปกรณ์ ซึ่งในบางพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มรุนแรงน้อยลง ก็จะโยกคนและอุปกรณ์ไปในพื้นที่ที่มีความต้องการมากกว่า
และ 3.จากการบริจาคเงินเข้ามามากหลายสิบล้านบาท เราควรกำหนดทิศทางให้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับการทำงานของเรามากที่สุด
แต่สิ่งที่นายกฯลืมไปก็คือการจัดการกับสิ่งของและเงินบริจาคอย่างมีระบบ ด้วยการจัดหาเจ้าภาพที่ต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาเพื่อพร้อมรับกับภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ใช่เพิดเมื่อไหร่ก็หลั่งไหลบริจาคอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เพราะส่วนบริจาคนี้เองที่เมื่อต่างคนต่างทำก็ยิ่งเปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้ามายักยอกโกงเงินได้ง่าย
ประสบการณ์จากเงินบริจาคสึนามิ ไม่ได้ช่วยทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารภัยได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญในการจัดการอย่างเป็นระบบ
ล่าสุด ข้อมูลที่ได้รับแจ้งผ่านสายด่วน 1111 พบว่า มีผู้ติดต่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอุทกภัย 3,129 ราย ร้องทุกข์จากผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 773 ราย โดยสิ่งที่ผู้ประสบภัยต้องการมากที่สุด คือ เรือ สุขา และเต็นท์
เตือนภัยอย่าตกเป็นเหยื่อ
กรณีการถูกหลอกให้ซื้อของแพง เนื่องจากด้วยความเดือดร้อนและรีบเร่งต้องการได้รับความช่วยเหลือนั้น หากพบว่ามีผู้ประกอบการรายใดเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1111 และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หรือสายด่วน 1135 ให้ดำเนินคดีหลังจากที่น้ำลด
หรือเก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับพวกที่รีดเลือดกับปู หากินกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน







