
รับมือเงินเฟ้อหลังน้ำลด
ทันทีที่น้ำป่าทะลักเข้าท่วมพื้นที่หลายจังหวัด สิ่งที่ตามมาจากภัยธรรมชาติก็คือ ความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ทันทีที่น้ำป่าทะลักเข้าท่วมพื้นที่หลายจังหวัด สิ่งที่ตามมาจากภัยธรรมชาติก็คือ ความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ทันทีที่น้ำป่าทะลักเข้าท่วมพื้นที่หลายจังหวัด สิ่งที่ตามมาจากภัยธรรมชาติก็คือ ความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ไม่เพียงแต่ผู้ที่โดนน้ำท่วมเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่คนที่ได้รับผลคือคนไทยทั้งประเทศ ที่จะต้องพบกับปัญหาเดียวกัน คือ ซื้อของแพงขึ้น เพราะพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหาย และการคมนาคมขนส่งสินค้าทำได้ยากขึ้น การกระจายสินค้าไม่ทั่วถึง
สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลให้สินค้าเกษตรหลายรายการปรับตัวเพิ่มขึ้น และจะทำให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ในขณะนี้ราคาผัก ผลไม้ ในท้องตลาดปรับราคาเพิ่มขึ้นมากิโลกรัมละ 35 บาทแล้ว เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกในหลายจังหวัดภาคกลางและอีสานได้รับความเสียหาย โดยผักที่ราคาเพิ่มสูง เช่น กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดหอม มะเขือเทศ เป็นต้น
ราคาขายส่งสินค้าที่ตลาดไทนั้นได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 15% และสินค้าเกษตรหายไปจากตลาด 20% ในขณะที่ความต้องการสินค้าเท่าเดิม ก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้าบางรายฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้ามากเกินจริง จนกลายเป็นการซ้ำเติมประชาชน
กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือน ก.ย. เท่ากับ 108.49 เทียบเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 0.07% เทียบกับเดือน ก.ย. 2552 สูงขึ้น 3%
และเมื่อนำมาเฉลี่ยช่วงระยะ 9 เดือน (ม.ค.ก.ย.) เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนสูงขึ้น 3.4% เป็นเพราะเงินเฟ้อเดือน ก.ย. เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนสูงขึ้น 3% จากการสูงขึ้นของดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 6.6% ปัจจัยหลัก คือ ผักและผลไม้ สูงขึ้น 30.7% ส่วนเฉลี่ย 9 เดือน เพิ่มขึ้น 3.4%
ส่วนดัชนีสินค้าอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 2.3% สินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง สูงขึ้น 17.5%
กระทรวงพาณิชย์คาดว่าเงินเฟ้อเดือน ต.ค. จะพุ่ง 3.2% และในเดือน พ.ย. อาจจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เพราะความต้องการสินค้ายังมีอยู่สูง โดยผักและผลไม้มีน้ำหนักในการคำนวณฐานเงินเฟ้อรวมกัน 5.78% แบ่งเป็นผักสด 1.92% ผลไม้สด 3.22%
หากว่าราคาสินค้ากลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นตาม แต่กระทรวงพาณิชย์เชื่อว่าเงินเฟ้อเข้าสู่ภาวะมีเสถียรภาพ คาดว่าเดือน ต.ค. เงินเฟ้อจะสูงขึ้นประมาณ 3.2% และไตรมาส 4 จะสูงขึ้น 3.2% เช่นกัน แต่อัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะขยายตัวเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้ 33.5%
ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปรายใหญ่แห่งหนึ่ง กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น จนกดดันให้รัฐมีช่องทางในการเข้าไปดูแลแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าได้น้อยลง ประกอบกับสงครามค่าเงินระหว่างประเทศขณะนี้ ยิ่งทำให้เงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่องไปอีก
อย่างไรก็ดี การมองว่าเงินเฟ้อสูงจะกดดันให้มีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เป็นเรื่องทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะว่าการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าได้ทำให้ราคาน้ำมันที่ควรจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นกลับไม่สูงเท่าที่คิด ทำให้เงินเฟ้อในภาพรวมไม่สูงขึ้น
แต่สินค้าที่ชาวบ้านต้องใช้จริงนั้นมีราคาแพงขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรคช่วงน้ำท่วม เรือท้องแบน อาหาร และอื่นๆ กระทรวงพาณิชย์ใช้วิธีการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพงในช่วงที่เกิดปัญหาน้ำท่วม คือ ได้ขยายเวลาการเปิดสายด่วน 1569 จนถึงเวลา 20.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถร้องเรียนการถูกเอารัดเอาเปรียบ จำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม
และคาดว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาดอีก สักพักกระทรวงพาณิชย์ก็คงจะทำโครงการธงฟ้าออกมาตามแพตเทิร์นของการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพงในรูปแบบเดิมๆ
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามีทั้งคนได้และเสีย ที่ได้ก็คือทำให้ราคาน้ำมันไม่สูงขึ้น และเงินเฟ้อพื้นฐานไม่สูง ทำให้แรงกดดันที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง ทำให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75%
แม้จะกล่าวว่าดอกเบี้ยจะไม่ขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าเงินเฟ้อจะไม่น่าเป็นห่วง เพราะหลังจากน้ำลดสินค้าที่จะมีราคาสูงขึ้นทันที คือ ราคาสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก เพราะสินค้าเหล่านี้มีความต้องการใช้มาก เพื่อนำมาใช้ซ่อมแซมบ้านเรือน อาคารหลังน้ำท่วม
ซึ่งรัฐบาลได้คิดแนวทางการแก้ไขปัญหาของแพงหลังน้ำลดหรือยัง เชื่อว่าหลังน้ำท่วมอัตราเงินเฟ้อจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน และรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
นักวิเคราะห์ กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปีหน้าจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ และในปี 2554 ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะเปลี่ยนวิธีการคำนวณตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยใช้ปีฐานย้อนหลัง 2 ปี จากปัจจุบันที่ใช้ตัวเลขของปีฐาน 2533
ในการคำนวณตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ หากเปลี่ยนตัวเลขปีฐาน มีความเป็นไปได้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยับสูงขึ้นอีก ซึ่งถึงเวลานั้นจริงๆ ทั้งมนุษย์เงินเดือน หรือผู้ที่รับค่าแรงรายวัน ก็ต้องทำใจไว้ได้เลยว่า จะเจอของแพงตามเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็เหมือนไม่ได้อะไรเลย
ฉะนั้น คนไทยเตรียมรับมือเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า อย่าไปคิดถึงตัวเลขรวมเลย เพราะเวลาจับจ่ายใช้สอยเราจะเจอราคาปัจจุบัน ไม่ใช่ราคาเฉลี่ยอย่างที่กระทรวงพาณิชย์พยายามอธิบายว่าเงินไม่เฟ้อ และไม่หลุดกรอบเป้าหมายที่วางเอาไว้







