
ท้ายเขื่อนวชิราลงกรณน้ำยังสูงชาวบ้านต่อสะพานลูกบวบใหม่ใช้สัญจร
กาญจนบุรี-ระดับน้ำท้ายเขื่อนวชิราลงกรณและลุ่มน้ำแควน้อยสูงขึ้น นายอำเภอสังขละบุรีประสานวัดวังก์วิเวการามขอพื้นที่ให้ประชาชนถูกน้ำท่วมพักอาศัยชั่วคราว
กาญจนบุรี-ระดับน้ำท้ายเขื่อนวชิราลงกรณและลุ่มน้ำแควน้อยสูงขึ้น นายอำเภอสังขละบุรีประสานวัดวังก์วิเวการามขอพื้นที่ให้ประชาชนถูกน้ำท่วมพักอาศัยชั่วคราว
เมื่อวันที่ 28ส.ค.61 พื้นที่ท้ายน้ำ ตลอดลำน้ำแควน้อย หลังเขื่อนวชิราลงกรณเพิ่มการระบายน้ำเป็นวันละ 53 ล้านลบ.ม. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23ส.ค.61 ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องประกอบกับในพื้นที่ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณวันนี้ พบว่า ระดับการกักเก็บน้ำของเขื่อนวันนี้อยู่ที่ 153.32 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ระดับการกักเก็บสูงสุดอยู่ที่ 155 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปริมาณน้ำในเขื่อน 8,228 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณกักเก็บสูงสุด 8,860 ล้าน ลบม. คิดเป็นร้อยละ 93% สามารถรับน้ำได้อีกเพียง 632 ล้าน ลบ.ม.
ขณะที่วานนี้ (27ส.ค.61) มีปริมาณน้ำไหลเข้า 79.17 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 52.52 ล้าน ลบ.ม. (รวมระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ 10.34 ล้าน ลบ.ม.แล้ว)
ชาวชุมชนริมน้ำที่อยู่บริเวณด้านหลังของ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี (สวท.สังขละบุรี) บ้านวังกะ หมู่ 2 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี ช่วยกันทำสะพานลูกบวบจากไม้ไผ่ขึ้นมาแทนสะพานไม้อันเดิมที่ใช้เดินทางไปมาระหว่างชุมชน และหมู่บ้าน รวมทั้งให้เด็กๆ ใช้เดินทางไปโรงเรียน หลังระดับน้ำในเขื่อนวชิราลงกรณ สูงขึ้นจนท่วมสะพาน ที่มีความยาวกว่า 80 เมตร จนใช้สัญจรไม่ได้ ขณะที่ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงส่งผลให้บ้านเรือนที่ปลูกอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ ในพื้นที่เขตน้ำท่วมถึงของ กฟผ. (ระดับต่ำกว่า 160 เมตร) ถูกน้ำท่วมอยู่ และบางส่วนต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับญาติ เนื่องจากน้ำเริ่มเข้าท่วมบ้านเรือน ขณะที่บางครอบครัวเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหาย เบื้องต้น มีบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 100 หลังคาเรือน
นายปกรณ์ กรรณวัลลี นายอำเภอสังขละบุรี จะเข้าพบ พระมหาสุชาติ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม เพื่อหารือขอใช้พื้นวัดจัดให้เป็นที่พักชั่วคราว สำหรับครอบครัวที่ไม่มีบ้านญาติให้พักอาศัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ส่วนที่บริเวณสะพานอุตตมานุสรณ์ หรือสะพานมอญ ล่าสุดระดับน้ำห่างจากพื้นสะพาน ประมาณ 2.50 เมตรก็จะมีระดับเดียวกับสะพาน ซึ่งเมื่อปี 2534 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ มีระดับกักเก็บสูงมาก จนส่งผลให้สะพานมอญถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งไม่เคยปรากฏภาพเช่นนี้มาก่อน
ปกติภาพที่นักท่องเที่ยวจะสามารถพบเห็นได้คือ สะพานมอญจะอยู่สูงกว่าระดับผิวน้ำประมาณ 10-15 เมตร และในช่วงฤดูแล้งจะสูงกว่าระดับผิวน้ำมากที่สุด ดังนั้นในช่วงนี้หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจะได้ชื่นชมกับความงดงามของสะพานมอญในมุมมองที่สวยงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ที่บ้านท่าแพ หมู่ที่ 1 ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ และ บ้านเรด้าร์ หมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี ก็ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นบ้านเรือนที่ปลูกต่ำกว่าเขตน้ำท่วมถึงของ กฟผ.
ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ ยังคงขยายระยะเวลา ในการระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ จากวันที่ 23-27 ส.ค. ออกไปจนถึง วันที่ 3 ก.ย.นี้ และคาดว่าหากยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจำนวนมากเช่นนี้ อาจจะมีการขยายเวลาต่อไปอีก จากการระบายน้ำดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำน้ำแควน้อยยังคงเพิ่มสูงขึ้น ตลอดทั้งลำน้ำตั้งแต่อำเภอทองผาภูมิ – อำเภอไทรโยค – อำเภอเมืองกาญจนบุรี โดยเฉพาะ อำเภอไทรโยค เนื่องจากมีลำน้ำสาขาไหลเข้ามาสมทบทั้งลำห้วยแม่น้ำน้อย และลำห้วยลำบ่องตี้ โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวตลิ่ง
สำหรับปริมาณน้ำในลุ่มน้ำแควน้อย จะระบายอยู่ที่ 900 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่ความสามารถในการระบายน้ำอยู่ที่ 950 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที หากไม่มีพายุเข้าในช่วงนี้ การบริหารจัดการน้ำในช่วงนี้คงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
ขณะที่ นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ลงเรือสปีดโบ้ทตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและผลกระทบบริเวณริมตลิ่งสองฝากฝั่งแม่น้ำแควน้อย ตั้งแต่ท่าน้ำสวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ ไปจนถึงบริเวณท่าเรือปากแซง หมู่ 3 ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค เป็นระยะทางกว่า 148 กม. โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ผลจากการระบายน้ำเพิ่มขึ้นของเขื่อนส่งผลให้ที่พื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งมีน้ำท่วมประมาณ 100 – 120 ซม. และมีผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่มากนัก ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์และประเมินไว้
นายจีระเกียรติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำ 93% ของความจุ มีระดับการกักเก็บน้ำอยู่ที่ระดับ 153 เมตร ขณะที่ระดับสูงสุดอยู่ที่ 155 เมตร ซึ่งหากปริมาณน้ำมีระดับสูงขึ้นถึง 95% ก็จะต้องมีการปรับแผนการระบายน้ำ จึงได้ลงพื้นที่มาสำรวจ เพื่อเตรียมการ รวมทั้งกรณีที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจำนวนมาก จนเต็มความจุของอ่าง และจำเป็นต้องมีการปรับเพิ่มการระบายน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ เพื่อสำรวจว่าจุดใดเป็นจุดเสี่ยง โดยในเบื้องต้นจะเฝ้าระวังในเขตชุมชนก่อนหากมีความเสี่ยงก็จะต้องเตรียมการป้องกัน แต่หากปริมาณน้ำเอ่อล้นเข้าไปในพื้นที่พืชผลทางการเกษตรก็จะมีการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต่อไป ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเตรียมเครื่องมือ ทั้งเครื่องสูบน้ำ เรือท้องแบน รถบรรทุกสูง หากเกิดสถานการณ์จะได้เข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
ด้าน นายไววิทย์ แสงพาณิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ เผยว่า จากสถิติที่ผ่านมาช่วงเดือนกันยายน ปริมาณน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำจะลดลง โดยเฉลี่ยวันละ 40-50 ล้าน ลบ.ม .ต่อวัน หรือหากเขื่อนกักเก็บน้ำสูงสุด หรือ เต็มความจุ 100% ก็คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในการบริหารจัดการ แต่หากพายุเข้ามาจนทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจำนวนมาก ก็ต้องมาว่ากันอีกที
ทั้งนี้ ลำน้ำแควน้อยสามารถระบายน้ำได้วันละ 950 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่เขื่อนระบายน้ำวันละ 600 ลบ.ม.ต่อวินาที และลำน้ำสาขาทั้งลำห้วยแม่น้ำน้อย และลำห้วยบ้องตี้ ไหลมาสมทบอีก 300 ลบ.ม.ต่อวินาที รวม 900 ลบ.ม.ต่อวินาที ก็คาดว่าจะสามารถบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแควน้อยได้ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด







