
ประเด็นแก้ รธน. นับถอยหลังก่อนสิ้นปี
...ทีมข่าวการเมือง
หลังเงียบไปนาน ล่าสุด
“คณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ” ซึ่งมี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ได้รายงานความคืบหน้าประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ข้ออย่างเป็นทางการต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมาแต่ระหว่างนี้คณะกรรมการฯ ยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจ อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศ 3 แนวทาง 1.ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติดำเนินการ จะทราบผลปลายเดือน ต.ค.นี้ 2.จัดระดมความเห็น 16 เวทีทั่วประเทศระหว่างเดือน ต.ค. ถึงเดือน ธ.ค. 3.รับฟังความเห็นทางโทรศัพท์ที่ทำเนียบรัฐบาลในโครงการ
“3 วัน สร้างสรรค์ความเข้มแข็งประชาธิปไตย” ระหว่างวันที่ 1012 พ.ย.ตามกรอบเวลาภายในเดือน ธ.ค. การรับฟังความเห็นจะสมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะให้รัฐบาลชงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยากให้คณะกรรมการฯ เร่งนำผลสรุปทั้งหมดให้ทันก่อนสิ้นเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภา เพราะรัฐบาลต้องการนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อขอความเห็นว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
6 ประเด็นที่คณะกรรมการฯ สรุปประกอบด้วย
1.การยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง (มาตรา 237)
มีความเห็นสอดคล้องกับคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่ให้ยกเลิกการยุบพรรคการเมือง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและยังเพิ่มระดับความรุนแรงต่อกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค โดยเสนอระยะเวลาการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 1015 ปี ตามลำดับ โดยจะกำหนดให้เป็นความผิดเฉพาะตัวบุคคล รวมทั้งเสนอให้มีกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในกรณีที่เกิดการยุบพรรคด้วยเหตุอื่นด้วย
2.ที่มาของ สส. (มาตรา 9398)
มีความเห็นเช่นเดียวกับคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ โดย สส.แบบเขตเลือกตั้งควรกลับไปใช้แบบเขตเดียวคนเดียว ส่วน สส.ระบบบัญชีรายชื่อควรกลับไปใช้แบบบัญชีรายชื่อเดียวทั่วประเทศตามแบบรัฐธรรมนูญ 2540 โดยไม่ต้องกำหนดจำนวนขั้นต่ำของคะแนนเสียงที่จะนำมาคำนวณจำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อและให้มี สส.จำนวน 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต จำนวน 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน
3.ที่มา สว. (มาตรา 111121)
มีความเห็นต่างไปจากคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ดังนี้
ให้ สว.จำนวน 150 คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และมาจากการสรรหาจากจำนวนที่เหลือจาก 150 คน
แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา สว.ให้ประกอบด้วย ตัวแทนจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 5 คน ตัวแทนจากคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด 1 คน ตัวแทนจากองค์การอิสระ องค์กรละ 1 คน ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตัวแทนจากคณะกรรมการองค์กรวิชาชีพตามกฎหมาย รวมถึงสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สภาลูกจ้าง สภาเกษตร และสภาองค์กรชุมชน องค์กรละ 1 คน และศาสตราจารย์ตามทำเนียบของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาเลือกกันเอง จากสาขาวิทยาศาสตร์และสาขาสังคมศาสตร์ สาขาละ 5 คน
ให้มีการกำหนดนิยามและคุณสมบัติขององค์กรผู้เสนอและวิธีการเสนอชื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
4.การทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา (มาตรา 190)
มีความเห็นต่างไปจากคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ได้แก่ ก.ให้แบ่งประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา
หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ และให้มีกฎหมายกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาและกรอบการเจรจาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
5.การห้ามดำรงตำแหน่งของ สส. (มาตรา 265)
มีความเห็นต่างไปจากคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ โดยเห็นว่าไม่ควรแก้ไขมาตรานี้ เพราะ สส.เป็นผู้แทนปวงชนและมีภารกิจหน้าที่ในฐานะ สส.มากอยู่แล้ว การให้ สส.ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะทำให้ประสิทธิถาพในการปฏิบัติงานในฐานะ สส.ลดลง
6.การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนของ สส. และ สว. (มาตรา 266)
มีความเห็นต่างไปจากคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร การที่ สส.แจ้งความเดือดร้อนของประชาชนก็ควรทำได้ เพียงแต่แจ้งความเดือดร้อนเป็นหนังสือต่อฝ่ายบริหารของส่วนราชการก็เพียงพอแล้ว







