
จีนทำได้
จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้มาตรการป้องกันการไหลทะลักเข้ามาของทุนได้อย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างได้ผล ประการหนึ่งคือเพราะจีนไม่ต้องกังวลกับการแข็งหรืออ่อนของค่าเงินหยวน เพราะรัฐบาลเป็นผู้กำหนดทิศทางของค่าเงินอยู่แล้ว ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้มาตรการป้องกันการไหลทะลักเข้ามาของทุนได้อย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างได้ผล ประการหนึ่งคือเพราะจีนไม่ต้องกังวลกับการแข็งหรืออ่อนของค่าเงินหยวน เพราะรัฐบาลเป็นผู้กำหนดทิศทางของค่าเงินอยู่แล้ว ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
โดย...ธนพล ไชย ภาษี
จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้มาตรการป้องกันการไหลทะลักเข้ามาของทุนได้อย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างได้ผล ประการหนึ่งคือเพราะจีนไม่ต้องกังวลกับการแข็งหรืออ่อนของค่าเงินหยวน เพราะรัฐบาลเป็นผู้กำหนดทิศทางของค่าเงินอยู่แล้ว ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
เมื่อวานนี้ จีนประกาศขึ้นดอกเบี้ยไปอีก ที่ 0.25% ไปอยู่ที่ 5.56% สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ และดอกเบี้ยเงินฝาก ไปอยู่ที่ 2.5%
การขึ้นดอกเบี้ยของจีน ถือว่าเป็นไปอย่างที่ทั่วโลกไม่คาดคิด และไม่มีใครคาดฝันด้วย อีกทั้งการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของจีนก็แตกต่างจากสหรัฐ ซึ่งจีนไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผลแต่อย่างใด
แต่ที่แน่นอน การขึ้นดอกเบี้ยของจีนในครั้งนี้ มีเหตุอยู่ 2 ประการครับ
อย่างแรก เป็นการป้องกันภาวะฟองสบู่ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ที่เป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลก็ใช้มาตรการป้องกันมาหลายขนานแล้ว โดยเฉพาะการสั่งให้ธนาคารต้องกันทุนสำรองการปล่อยกู้ใหม่ รวมไปถึงการสั่งห้ามการกู้เพื่อซื้อบ้านหลังที่ 3 ซึ่งดูแล้วเป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไรมากกว่าจะอยู่จริง
ภาวะของกระแสทุนโลก ในขณะนี้กำลังหลั่งไหลมาที่เอเชียเหมือนกับน้ำป่าที่โคราชครับ และจีนก็เป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งเพราะดอกเบี้ยผลตอบแทนสูงกว่าในสหรัฐและยุโรป
กระแสทุนที่ไหลเข้ามาในภาคอสังหาริมทรัพย์จีนนั้น ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ราคาขึ้นอย่างน่ากลัว ดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์จีนในปีนี้โตขึ้นเฉลี่ยถึง 9.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
การขึ้นดอกเบี้ยของจีนเมื่อวานนี้ ก็คือการชะลอการขอกู้ใหม่ในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในอีกทางหนึ่ง
ส่วนประการที่ 2 นั้น จีนกำลังประสบกับภาวะเงินเฟ้อมาอย่างต่อเนื่อง อย่างที่ผมเรียนรับใช้ไปเมื่อวานนี้ว่า จีนเจอภัยธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีราคาอาหารพุ่งไม่หยุด เพิ่มขึ้นไปถึง 7.5% แล้ว เนื่องจากผลผลิตด้านเกษตรกรรมของจีนลดลงอย่างฮวบฮาบลงไปด้วย และได้ส่งผลให้ดัชนีเงินเฟ้อของจีนในภาพ รวมประจำเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 3.5%
ตรงนี้แหละครับคือสิ่งที่จีนกลัวที่สุด ในขณะที่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2010 ของจีนนั้น คาดว่าจะชะลอตัวลง แต่ปัญหาเงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้นสวนทางอย่างที่ไม่น่าจะเป็น อันเป็นผลมาจากภัยธรรมชาติที่ไม่ได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าครับ
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของจีนนั้น จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล แต่ก็มีข้อโต้แย้งมาว่า ยิ่งจีนปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็จะยิ่งยั่วให้ทุนต่างชาติไหลเข้ามามากขึ้นเท่านั้น
แต่จุดนี้ ดังที่ผมเรียนไว้ข้างต้นว่า จีนยังสามารถคุมเกมได้ เพราะสามารถออกกฎแทรกแซงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องค่าเงินหยวนนั้น จีนเป็นผู้คุมอัตราแลกเปลี่ยนเอง
จีนทำได้ เพราะจีน คือจีนครับ







