
คลิปยุบพรรคทำความนิยมปชป.เสื่อม
เอแบคโพลล์ เผย ผลสำรวจคอการเมือง พบ คลิปยุบพรรคทำให้ความเชื่อมั่นพรรคประชาธิปัตย์ลดลง
เอแบคโพลล์ เผย ผลสำรวจคอการเมือง พบ คลิปยุบพรรคทำให้ความเชื่อมั่นพรรคประชาธิปัตย์ลดลง
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ประจำสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ (Cornell Institute for Public Affairs) มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ประชาชนคนคอการเมืองคิดอย่างไรต่อ ข่าวคลิปวิดีโอเกี่ยวข้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,056 ตัวอย่าง โดยดำเนินการวิจัยข้อมูลในช่วง 17 – 18 ตุลาคม 2553 พบว่า หลังมีข่าวคลิปวิดีโอเกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ประชาชนที่ถูกศึกษาเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.2 ระบุความนิยมที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์เหลือน้อยถึงไม่นิยมเลย ในขณะที่ร้อยละ 47.8 ยังคงนิยมมากถึงมากที่สุด แต่ที่น่าพิจารณาคือ ข่าวคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ในกลุ่มคนคอการเมืองที่เป็นพลังเงียบส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.8 กลายเป็นกลุ่มที่มีความนิยมน้อยถึงไม่นิยมเลยต่อพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.8 ยังคงนิยมพรรคประชาธิปัตย์ระดับมากถึงมากที่สุด และในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 นิยมพรรคประชาธิปัตย์ระดับน้อยถึงไม่นิยมเลย
ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.0 คิดว่า ข่าวคลิปวิดีโอมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่ ร้อยละ 46.0 ระบุไม่กระทบ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจำแนกตามจุดยืนทางการเมือง พบว่า กลุ่มที่เป็นพลังเงียบส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.0 และกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ระบุว่า ข่าวคลิปวิดีโอกระทบต่อความเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.3 ระบุไม่กระทบ
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.7 ระบุผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ เพราะ การทำงานจะไม่ต่อเนื่อง และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่เปลี่ยนนโยบายใหม่ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ และเกรงว่าบ้านเมืองจะวุ่นวาย ในขณะที่ร้อยละ 40.3 ระบุไม่มีผล เพราะ ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นผลงานชัดเจน ไม่มีอะไรดีขึ้น และพรรคอื่นก็ต้องเข้ามาดำเนินการได้
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.5 มองว่า “จำเป็น” ที่กระบวนการยุติธรรมต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติในการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
นาย วรภัทร ปราณีประชาชน หนึ่งในนักศึกษาไทยประจำสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า จากผลสำรวจจะเห็นว่า คณะบุคคลในกระบวนการยุติธรรมจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะกระบวนการยุติธรรมเป็น “เสาหลัก” สำคัญประการหนึ่งของสังคมไทยที่คอยประคับประคองแก้ไขสถานการณ์ความแตกแยกของคนในสังคมเวลานี้ แต่ภายหลังมีข่าวคลิปวิดีโอเผยแพร่ออกมา ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอย่างกว้างขวาง
“ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองน่าจะออกมาทำความกระจ่างให้ปรากฏเพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัยและแรงเสียดทานจากสาธารณชน เพราะฝ่ายตุลาการเป็นที่พึ่งที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ในประเทศต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเห็นได้จากผลสำรวจที่ระบุว่า คนส่วนใหญ่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมไม่มีการเลือกปฏิบัติ” นายวรภัทร กล่าว
ในขณะที่ ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า “กลุ่มพลังเงียบกำลังเปลี่ยนทิศ” จากที่เคยอยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เริ่มแสดงตนออกมาให้เห็นว่า เชื่อถือและนิยมพรรคประชาธิปัตย์และกระบวนการยุติธรรมน้อยถึงไม่มีเลย จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะ กลุ่มพลังเงียบ คือกลุ่ม “สวิง” ที่เป็นตัวแปรสำคัญว่า ถ้าเทคะแนนไปฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดย่อมมีผลต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศและต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรวดเร็วฉับไวต่อความรู้สึกของสังคม ไม่ควรดื้อดึงอีกต่อไป เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องของ “ระบบ” ไม่ใช่ “ตัวบุคคล” ที่จะนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์แห่งความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายในหมู่ประชาชนไปได้ การลาออกและการชี้แจงด้วยเหตุผลตามหลักฐานความเป็นจริงที่จับต้องได้จึงเป็นอย่างน้อยสองทางเลือกที่อาจจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นศรัทธาของสาธารณชนต่อ “โครงสร้างของสังคม” และเสาหลักของประเทศต่อไป เพราะหนทางแก้ไขมีอยู่เนื่องจากกว่าร้อยละ 80 บอกว่า ให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์โดยไม่เลือกปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่า สาธารณชนที่ถูกศึกษายังคงเปิดพื้นที่ไว้ให้ผู้เกี่ยวข้องแก้ไขฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่ดีให้กลับคืนมาได้







