
หมากตาอับ
คงลำบากเสียแล้ว หากรัฐบาล กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติ จะไม่รู้ไม่เห็นกับปมค่าเงินที่แข็งขึ้น
คงลำบากเสียแล้ว หากรัฐบาล กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติ จะไม่รู้ไม่เห็นกับปมค่าเงินที่แข็งขึ้น
เพราะหลังจากการออกมาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินออกมา เงินบาทไม่อ่อนค่าลง ในทางตรงกันข้ามกลับเดินหน้าแข็งตัวต่อเนื่อง พร้อมๆ กับเงินทุนที่ไหลบ่าเข้ามาไม่หยุด
คนที่หน้าเขียวหน้าเหลืองก็กลายเป็นธนาคารชาติต้องเข้าไปแทรกแซงโดยการซื้อดอลลาร์ ขายเงินบาทออกมา จนทุนสำรองปริโป่งเบ่งบานแล้วเบ่งบานอีก
ที่สำคัญ แรงกดดันจากทั่วสารทิศกำลังถาโถมเข้าหารัฐบาลเพื่อให้แก้ไขค่าเงิน
และนานวันแรงเสียดทานก็มากขึ้นเป็นลำดับ ถึงขั้นไล่ผู้ว่าการธนาคารชาติ ไม่ก็ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกันแล้ว
นักธุรกิจระดับประเทศยังออกมาสำทับ หากไม่แก้ปัญหาค่าเงินระวังจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งรอบสอง
งานนี้อาสน์พระอินทร์ที่เคยนุ่มนวลยังแข็งกระด้าง นับประสาเก้าอี้นายกฯ ที่เคยอุ่นสบาย มันคงต้องระคายเคืองอย่างแน่แท้
หนทางแก้ปัญหาบาทมีทางเลือกไม่มากนัก นับตั้งแต่การลดดอกเบี้ยในประเทศลงมา ซึ่งยาก เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และการลดดอกเบี้ยแบบฮวบฮาบ ถือเป็นการจ่ายยาแรง และจะทำต่อเมื่อมีเหตุถึงขั้นคอขาดบาดตาย
ข้อเสนออื่น ให้กลับไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เสียงคัดค้านก็ดังอึงมี่ เพราะจะเป็นเหตุให้ค่าเงินถูกโจมตีซ้ำรอยปี 2540
ส่วนการจะให้เก็บดอกเบี้ยเงินทุนไหลเข้า เห็นทีไม่มีใครเอา เนื่องจากจะกระทบตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อสมัยรัฐบาลขิงแก่ ในมาตรการสำรอง 30%
อีกหนทาง เก็บภาษีเงินทุนไหลเข้าเฉพาะที่ลงทุนในตราสารหนี้ทุกประเภท ยกเว้นการลงทุนในตลาดหุ้น ก็ต้องอาศัยหัวใจเสริมใยเหล็กของ กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กลายเป็นหนังหน้าไฟถูกด่าเป็นด่านแรก
ไม่ว่าจะขยับหมากทางใดก็มีทั้งได้ทั้งเสีย และกลายเป็นหมากที่ถูกบังคับเข้าไปทุกที
คงอยู่ที่ตัวขุนอย่างนายกฯ จะตัดสินใจอย่างไร
แต่ยิ่งปล่อยนานไปก็เหมือนจะโดนต้อนเข้ามุมอับไปเรื่อยๆ
สุดท้ายอาจถึงขั้นตายกลางกระดานเพราะโดนด่าเช้าเย็นก็เป็นได้







