
ปรีดิยาธร ทิ้งบอมบ์ธปท.
บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลค่าเงินบาทตอนนี้ไม่เพียงแต่ถูก “สับเละ” จากผู้ส่งออกเท่านั้น แต่บรรดามือการเงิน “ชั้นเซียน” ก็ออกมาโจมตีแบบไม่เหลือซาก
บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลค่าเงินบาทตอนนี้ไม่เพียงแต่ถูก “สับเละ” จากผู้ส่งออกเท่านั้น แต่บรรดามือการเงิน “ชั้นเซียน” ก็ออกมาโจมตีแบบไม่เหลือซาก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลค่าเงินบาทตอนนี้ไม่เพียงแต่ถูก “สับเละ” จากผู้ส่งออกเท่านั้น แต่บรรดามือการเงิน “ชั้นเซียน” ก็ออกมาโจมตีแบบไม่เหลือซาก
เมื่อต่างเห็นตรงกันว่าธปท.ควรกล้าได้กล้าเสียในการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้ามากกว่าที่เป็นอยู่!!!
ล่าสุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาล “ขิงแก่” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ก็ร่วมวงชำแหละการทำงานของ ธปท. แบบไม่เกรงใจคนคุ้นเคย!!!
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า ขณะนี้ภาคเอกชนจะตาย เพราะค่าเงินบาทแข็งอยู่แล้ว ถือเป็นปีที่หนักจริงๆ เพราะหากคำนวณการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วง 21 เดือนที่ผ่านมาพบว่า เงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 13.6%
โดยนับจากเดือน ธ.ค. 2551 ซึ่งเป็นช่วงหลังเกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐจนถึงเดือน พ.ค. 2553 เบ็ดเสร็จ 17 เดือน เงินบาทแข็งค่าขึ้นไป 6%
และถ้านับจากเดือน พ.ค.ต.ค. 2553 แค่ 4 เดือนหลังเท่านั้น เงินบาทแข็งไปอีก 7.56%
“ผมคิดว่าเราเสียความสามารถในการแข่งขันไปตั้งแต่เดือน พ.ค. 2553 แล้ว แต่ใน 4 เดือนหลังค่าเงินเรากลับแข็งอีก 7.56% คราวนี้ถือว่าไม่มีใครทนได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุ
นอกจากนั้น เมื่อเปรียบเทียบอัตราการแข็งค่าของสกุลเงินต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย จะพบว่าประเทศไทยแข็งค่ามากที่สุด รองลงไปคือเงินริงกิตของมาเลเซียที่แข็งค่า 10.6%
เปโซของฟิลิปปินส์แข็งค่าขึ้นแค่ 8% เงินเยนญี่ปุ่น 8% ดอลลาร์สิงคโปร์ 9.1% ดอลลาร์ไต้หวัน 5.8% เงินหยวนของจีน 2.3% ส่วนฮ่องกงอ่อนลง 1%
“มันพิสูจน์อะไร พิสูจน์ว่า ที่ ธปท.บอกว่าเป็นการลอยตัวภายใต้บริหารจัดการ (แมเนจโฟลต) แล้วเงินบาทแข็งเท่าคนอื่น เป็นข้อความที่ผิด เราลอยตัวแล้วแข็งขึ้นมากที่สุด แข็งกว่าหยวนแน่ แม้กระทั่งกับเยน ริงกิต ดอลลาร์สิงคโปร์ เราก็แข็งกว่า ทำไมเราปล่อยให้แข็งอย่างนี้” อดีตรองนายกรัฐมนตรีระบุ
ปัญหาสำคัญที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร หยิบยกขึ้นมาคือ สถานการณ์เงินทุนไหลเข้า ที่เปรียบเหมือน “น้ำไหลบ่า” หากกั้นไว้ไม่อยู่มีหวังค่าเงินบาท จะแข็งไปเรื่อยๆ เหมือนในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา
กระทั่งไม่กล้าฟันธงว่าจะแข็งไปถึงจุดไหน!! ขณะนี้มีเพียงมังกรจีนกับฮ่องกงเท่านั้นที่ยืนอยู่
โดยสิ่งที่ ธปท.ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา คือ เข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐสะสมในทุนสำรองระหว่างประเทศ ทั้งในตลาดซื้อขายทันทีและล่วงหน้า จนตัวเลขทุนสำรองพุ่งขึ้นไปสูงถึง 168,300 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า ช่วงนี้เงินไหลเข้าเอเชียมากมายจริงๆ ขณะที่ ธปท.แทรกแซงแล้วมหาศาล แค่ 4 เดือนหลัง เข้าไป 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มากสุดเท่าที่ประเทศไทยทำมา แต่ค่าเงินบาทยังแข็งขึ้นอีก 7% และยังไม่มีท่าทีว่าเงินทุนจะชะลอการไหลเข้า
แม้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะออกมาตรการเก็บภาษีกำไรดอกเบี้ยพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ อัตรา 15% แต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร มองว่าไม่ได้ผลอะไร โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินก็ยังไหลเข้าไทยอยู่
อดีต รมว.คลัง ชี้ว่า สิ่งที่ทำให้เงินทุนยังไหลเข้าอยู่ก็คือส่วนต่างดอกเบี้ย (Interest Rate Differential) ระหว่างตลาดเงินไทยกับสหรัฐที่ยังสูง และมีแนวโน้มว่าสหรัฐกำลังจะลดดอกเบี้ยอีก หรือทำให้เงินดอลลาร์ล้นตลาดเพื่อให้ดอกเบี้ยลดลงเอง ถ้าไทยยังคงดอกเบี้ยอยู่ที่เท่าเดิม นักลงทุนที่เคยกินดอกเบี้ยสหรัฐซึ่งใกล้ 0% มาก จะย้ายมาเอเชีย
“ถ้าถามว่าตลาดเมืองไทยน่าเข้ามาลงทุนหรือไม่ ก็แน่นอนว่าพื้นฐานตัวเลขเศรษฐกิจดี และหุ้นยังราคาถูกอยู่ ซึ่งปรากฏว่าขณะนี้ตลาดที่เข้าง่ายสุดก็คือตลาดตราสาร (บอนด์) ได้ส่วนต่างดอกเบี้ยสูงและยังกำไรค่าเงินบาทอีก” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุ
การเก็บภาษีดอกเบี้ยพันธบัตรซึ่งครอบคลุมตั้งแต่หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และพันธบัตร ธปท. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศออกมา 15% จึงช่วยได้นิดเดียว
เพราะหากส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐอยู่ที่ 3% เมื่อกระทรวงการคลังเก็บภาษีกำไร 15% เท่ากับเก็บจริงแค่ 0.45% ยังเหลือกำไรอีก 2.55%
ยังไงนักลงทุนก็เข้าต่อ!!
เป็นสาเหตุให้มาตรการรัฐบาลออกมาหยุดเงินไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ไม่ได้ เพราะต่างชาติกินส่วนต่างดอกเบี้ย 34% สบายๆ
ในมุมมองของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร คือ ถ้าส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ลง บาทจะแข็งไปกว่านี้อีกแน่นอน แต่ไม่อยากบอกว่าเท่าไหร่ เพราะในเวลา 4 เดือนที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าเงินบาทแข็งจาก 32.52 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาเป็น 30.06 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตอนนี้ก็ 29 บาทแล้ว มันแข็งขึ้นถึง 2.50 บาท
โดยมาตรการที่เสนอคือให้กระทรวงการคลังเก็บภาษีเงินต้นเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ เท่ากับส่วนต่างดอกเบี้ย เช่น ถ้าต่างกัน 3% ก็เก็บ 3% ถ้าต่างกัน 4% ก็เก็บ 4% จะดีกว่าเก็บภาษีจากกำไรแน่นอน
แต่อยากเตือนว่ารัฐบาลจะออกมาตรการอะไรก็ได้ ต้องไม่ให้กระทบตลาดหุ้น ซึ่งถ้าเก็บภาษีเงินต้นเฉพาะตลาดพันธบัตรก็คงเหลือเงินเข้าตลาดหุ้นส่วนหนึ่ง ค่าเงินบาทอาจจะแข็งต่อไปบ้าง แต่คงดีกว่าตอนนี้
“ผมเห็นว่าหลังมาตรการออกมาไม่ได้ช่วยอะไร ไม่ได้กันน้ำบ่าได้เลย และค่าเงินถึง 29 บาทแล้ว ขนาดนี้ไม่ต้องพูดแล้ว ขึ้นกับผู้ว่าการ ธปท. และ รมว.คลัง จะเห็นยังไง” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุ
ขณะนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ถ้ารัฐบาลคิดว่า จำเป็นต้องรักษาภาคส่งออกและความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ ก็ต้องตรึงให้อยู่หรือให้เงินบาทแข็งขึ้นน้อยที่สุด ไม่เช่นนั้นส่งออกอยู่ไม่ได้ เพราะส่งออกคิดเป็นรายได้ 2 ใน 3 ของจีดีพี ก็เหลือทางเดียวแล้วคือกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้ามาอีก
คือน้ำบ่าที่เข้ามา ถ้ากั้นไม่ได้ หรือธปท.แทรกแซงไม่เต็มที่ ซึ่งเห็นแล้วว่าธปท.ซื้อเงินเหรียญสหรัฐมาแล้ว 2 หมื่นล้านเหรียญ ยังเอาไม่อยู่ และน่าจะเอาอยู่ยาก ส่วนข้อเสนอของนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ให้ ธปท.ตรึงค่าเงินบาทคงที่นั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร บอกว่า ถ้าให้เงินบาทคงที่ อาการจะยิ่งหนักกว่านี้อีก จอร์จ โซรอส เจ้าพ่อนักค้าเงินจะเข้ามาเก็งกำไรอีกแน่
แถมยังทำให้ผู้ส่งออกรู้สึกย่ามใจ ไม่คิดจะปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เอาแต่จะรอให้รัฐบาลช่วยเหลือ
ส่วนแนวคิดเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.75-2% คิดว่า ธปท.คงไม่กล้า เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อ
“แม้ผมกับ ดร.โกร่ง จะไม่ห่วงเงินเฟ้อ แต่ก็อย่าทำอะไรที่มันฝันเกินไปดีกว่า”
ขณะที่บทบาทการแก้ปัญหาของนายกฯ อภิสิทธิ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร แนะนำว่า ถึงเวลาที่ผู้นำต้องคิดให้ลึก ไม่ใช่ลอยตัว
และที่ต้องออกมาพูด เพราะอยากให้นายกฯ กับ รมว.คลัง มีข้อมูลในการใช้บริหารประเทศมากขึ้น และไปช่วยส่งออกอย่าให้เสียหาย
โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่เสนอมานี้ต้องการให้รัฐบาลเดินไปในแนวที่ถูกต้อง แต่ถ้าจะมี “ทิฐิ” เพราะมองว่าไม่ได้คิดมาตรการนี้เองละก็...“งานนี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้”







