
สธ.ต่ออายุทำซีแอล 2 ยาต้านไวรัสเอดส์
สธ.ออกประกาศต่ออายุการทำซีแอล 2 ยาต้านไวรัสเอดส์ “ อีฟาไวเรนซ์ และคาเลตตร้า” พร้อมขยายสิทธิผู้ใช้ยาไม่จำกัดจำนวน
สธ.ออกประกาศต่ออายุการทำซีแอล 2 ยาต้านไวรัสเอดส์ “ อีฟาไวเรนซ์ และคาเลตตร้า” พร้อมขยายสิทธิผู้ใช้ยาไม่จำกัดจำนวน
นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการ รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สธ. เป็นประธานได้มีมติให้ต่ออายุการทำซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ 2 ชนิด คือ ยาอีฟาไวเรนซ์ (Efavirenz) และยาคาเล็ตตร้า (Kaletra) ซึ่งเป็นยาสูตรผสมระหว่างโลพินาเวียร์กับริโทรนาเวียร์(Lopinavir/Ritronavir) ไปจนสิ้นอายุสิทธิบัตร
ทั้งนี้ได้สั่งการให้กรมควบคุมโรค ดำเนินการออกประกาศใหม่ เนื่องจากยาทั้ง 2 ชนิดใกล้ถึงวันครบกำหนดประกาศใช้ กล่าวคือ ยาอีฟาไวเรนซ์จะครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ตามประกาศกรมควบคุมโรคเดิมเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ส่วนยาคาเลตตร้า จะครบกำหนดในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555 ตามประกาศกรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2550
นายบุณย์ธีร์ กล่าวว่า ในการบริการยาต้านไวรัสเอดส์ทั้ง 2 ชนิดนี้ จะครอบคลุมผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่จำเป็นต้องใช้ยานี้ทุกสวัสดิการทั้งผู้ที่มีสิทธิตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้ประกันตนตามพ.ร.บ.ประกันสังคม ผู้มีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พนักงานส่วนท้องถิ่นสังกัดกระทรวงมหาดไทย พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อมีนาคม 2553 ด้วย โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้ยานี้ และการใช้ให้อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์
ทั้งนี้ ข้อมูล จากสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่พ.ศ.2527 จนถึงล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 มีจำนวนผู้ป่วยเอดส์สะสม รวมจำนวน 369,803 ราย เสียชีวิตแล้ว จำนวน 97,933 ราย แนวโน้มของผู้ป่วยเอดส์และผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ลดลงเรื่อยๆ ในปี 2550 เสียชีวิต 2,434 ราย ปี 2551 เสียชีวิต 1,691 ราย ปี 2552 เสียชีวิต 1,176 ราย เนื่องจากการรักษาผู้ป่วยเอดส์ด้วยยาต้านไวรัสทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น







