
ฟ้องกลุ่มพลังผู้บริโภค
กลายเป็นมิติใหม่ที่น่าสนใจของผู้บริโภคที่ฟ้องดำเนินคดีกับบริษัทผู้ผลิตสินค้า
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
กลายเป็นมิติใหม่ที่น่าสนใจของผู้บริโภคที่ฟ้องดำเนินคดีกับบริษัทผู้ผลิตสินค้า จากการที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดพิจารณาคดี กลุ่มผู้เสียหายจำนวน 308 คน ยื่นฟ้องบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) และบริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) ฐานผลิตรถยนต์ชำรุดบกพร่องออกจำหน่าย
ถือเป็นคดีแบบกลุ่ม ที่ศาลรับไว้เป็นกรณีแรกๆ ของประเทศ
คดีดังกล่าวยื่นฟ้องไปตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.ปีก่อน เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการคุ้มครองผู้บริโภค
ตามกระบวนการ ศาลจะนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 1 ส.ค. สืบพยานจำเลยวันที่ 30-31 พ.ค. จากนั้นในวันที่ 28 ก.ย.ที่จะถึง ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี
ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ต้องรอคำตัดสินของศาล แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้หน่วยงานภาครัฐ มูลนิธิ สมาคมผู้บริโภค รวมถึงตัวผู้บริโภคเองมีแนวทางปกป้องสิทธิมากขึ้น
กฎหมายมีการเปิดช่องให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มไว้เมื่อหลายปีก่อน โดยมี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2558 บัญญัติการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ทั้งสิ้น 49 มาตรา โดยนำหลักการส่วนใหญ่มาจากกฎข้อ 23 ของกฎสหพันธรัฐว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง (Rule 23 of Federal Rules of Civil Procedure) ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้บังคับใช้ในหลายประเทศ
วัตถุประสงค์หลักของกฎหมายก็คือเปิดทางให้กลุ่มผู้บริโภค ใช้การดำเนินคดีแบบกลุ่มฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นสินไหมทดแทน
ข้อดีของการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ก็คือเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ลดปัญหาเกิดความขัดแย้งของคำพิพากษา
และผลของคำพิพากษาศาลในการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะผูกพันสมาชิกกลุ่มทุกคน แม้ว่าสมาชิกกลุ่มจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก็ตาม
อย่างไรก็ตาม กฎหมายให้สิทธิสมาชิกกลุ่มที่ไม่ประสงค์จะผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแบบกลุ่ม ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มได้ โดยแจ้งความประสงค์ต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด
คดีที่ศาลอนุญาตให้เสนอคำฟ้อง อาทิ คดีละเมิด คดีผิดสัญญา คดีเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค แรงงาน หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การแข่งขันทางการค้า โดยกลุ่มบุคคลที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเดียวกัน มีสิทธิเรียกร้องร่วมกัน
สิ่งสำคัญก็คือการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ก็คือทนายโจทก์จะมีความสำคัญมาก เนื่องจากหากชนะคดี ทนายความฝ่ายโจทก์เท่านั้นที่จะมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแทนสมาชิกกลุ่มทั้งหมด
กฎหมายจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ไว้เป็นการเฉพาะ โดยให้จำเลยเป็นผู้จ่ายเงินรางวัลค่าทนายแทนในกรณีที่ชนะคดี
อัตราค่าจ่ายรางวัลให้ทนายโจทก์กำหนดไว้ไม่เกิน 30% ของจำนวนเงินที่โจทก์และสมาชิกกลุ่มมีสิทธิได้รับ
เมื่อมีคดีฟ้องร้องให้เห็นเป็นกรณีแรกๆ ก็จะเป็นแนวทางในคดีถัดๆ ไป เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันติดตาม
อย่าได้ละทิ้งสิทธิที่พึงมี-พึงได้ ของตัวเองโดยเด็ดขาด







