posttoday
ตลาดวายเงินดิจิทัล

ตลาดวายเงินดิจิทัล

17 พฤษภาคม 2561

เป็นอันว่า เห็นทีจะเรียบร้อย สำหรับอนาคตเงินดิจิทัล

โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย

เป็นอันว่า เห็นทีจะเรียบร้อย สำหรับอนาคตเงินดิจิทัล

เรียบร้อยก็คือโดนกฎเหล็กคุม และเห็นทีจะเกิดยาก

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมนำร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับการออกและซื้อขายโทเคนดิจิทัลและคริปโทเคอเรนซี ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนจะประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน มิ.ย.นี้

ประเด็นสำคัญก็คือ จะมีการจำกัดนักลงทุนที่เข้าซื้อขายเงินดิจิทัลแต่ละประเภท โดยให้เฉพาะนักลงทุนสถาบัน กองทุน นักลงทุนรายใหญ่ ที่ต้องมีสินทรัพย์เพียงพอ และจำกัดการซื้อต่อครั้ง

สาเหตุเนื่องจากเงินดิจิทัลความเสี่ยงสูง นักลงทุนเจ๊งเป็นแถวๆ มาแล้ว เลยต้องคุมเข้ม

แต่ที่กลายเป็นเหมือนกุญแจล่ามโซ่ เห็นจะไม่พ้นการควบคุมตลาด หรือแหล่งซื้อ-ขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ที่มี 3 ตลาดนั้น ยังต้องมายื่นขออนุญาตจาก ก.ล.ต. ภายใน 90 วัน หรือภายในวันที่ 14 ส.ค.นี้

นอกจากนั้น สิ่งที่กลายเป็นหมากพิฆาต คือ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) ที่จะจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัล โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% สำหรับกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดที่นักลงทุนได้จากการถือครอบครองหรือซื้อขายเงินดิจิทัล

ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รวมทั้งต้องนำรายได้มาคำนวณเพื่อเสียภาษีประจำปีด้วย

สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนิติบุคคล ที่เสนอขายเงินดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ จะต้องเสียภาษีหลากรูปแบบ

เริ่มจากเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

ถัดมามูลค่าเงินดิจิทัลที่ขายได้ถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี

สุดท้ายต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เท่ากับบุคคลธรรมดา

อัตราภาษีที่กำหนด จะทำให้หยุดการซื้อ-ขายเงินดิจิทัล เพราะกำไรที่ได้ต้องเสียภาษีบาน 

แม้ว่ากรมสรรพากรเตรียมเสนอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% สำหรับบุคคลธรรมดาที่ซื้อขายตลาด หรือศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ก็เป็นเหตุให้ตลาดเงินดิจิทัลสลบแน่นอน

ความยุ่งยากยังไม่หมด เพราะถ้าการซื้อ-ขายขาดทุน ไม่ต้องเสียภาษี แต่มีหน้าที่ต้องชี้แจงรายได้ในแบบแสดงรายการภาษีประจำปี หากไม่ดำเนินการจะมีบทลงโทษ กรมสรรพากรสามารถเข้าทำการตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ 2-5 ปี แล้วแต่กรณี

สรุปแล้วเป็นอันปิดฉากเงินดิจิทัลในเมืองไทยไปได้ เนื่องจากมีต้นทุนที่สูง สู้เอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นไม่ได้ ที่ได้รับการยกเว้นภาษี

ส่วนบริษัทต่างๆ ที่ตั้งท่าจะออกเงินดิจิทัลหลากรูปแบบก็ต้องคิดหนัก เพราะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และรายได้ที่เข้ามาต้องมาคิดเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก 

ทั้งหมดที่ออกมาสะท้อนว่า หน่วยงานรัฐมองเห็นแล้วว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะมีเงินดิจิทัลในเมืองไทย

แมงเม่าที่มีอยู่ก็มากเกินพอแล้ว ไม่ต้องมีแมงเม่าดิจิทัลมาเพิ่มอีก

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน