
ตลาดวายเงินดิจิทัล
เป็นอันว่า เห็นทีจะเรียบร้อย สำหรับอนาคตเงินดิจิทัล
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เป็นอันว่า เห็นทีจะเรียบร้อย สำหรับอนาคตเงินดิจิทัล
เรียบร้อยก็คือโดนกฎเหล็กคุม และเห็นทีจะเกิดยาก
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมนำร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับการออกและซื้อขายโทเคนดิจิทัลและคริปโทเคอเรนซี ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนจะประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน มิ.ย.นี้
ประเด็นสำคัญก็คือ จะมีการจำกัดนักลงทุนที่เข้าซื้อขายเงินดิจิทัลแต่ละประเภท โดยให้เฉพาะนักลงทุนสถาบัน กองทุน นักลงทุนรายใหญ่ ที่ต้องมีสินทรัพย์เพียงพอ และจำกัดการซื้อต่อครั้ง
สาเหตุเนื่องจากเงินดิจิทัลความเสี่ยงสูง นักลงทุนเจ๊งเป็นแถวๆ มาแล้ว เลยต้องคุมเข้ม
แต่ที่กลายเป็นเหมือนกุญแจล่ามโซ่ เห็นจะไม่พ้นการควบคุมตลาด หรือแหล่งซื้อ-ขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ที่มี 3 ตลาดนั้น ยังต้องมายื่นขออนุญาตจาก ก.ล.ต. ภายใน 90 วัน หรือภายในวันที่ 14 ส.ค.นี้
นอกจากนั้น สิ่งที่กลายเป็นหมากพิฆาต คือ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) ที่จะจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัล โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% สำหรับกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดที่นักลงทุนได้จากการถือครอบครองหรือซื้อขายเงินดิจิทัล
ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รวมทั้งต้องนำรายได้มาคำนวณเพื่อเสียภาษีประจำปีด้วย
สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนิติบุคคล ที่เสนอขายเงินดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ จะต้องเสียภาษีหลากรูปแบบ
เริ่มจากเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
ถัดมามูลค่าเงินดิจิทัลที่ขายได้ถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี
สุดท้ายต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เท่ากับบุคคลธรรมดา
อัตราภาษีที่กำหนด จะทำให้หยุดการซื้อ-ขายเงินดิจิทัล เพราะกำไรที่ได้ต้องเสียภาษีบาน
แม้ว่ากรมสรรพากรเตรียมเสนอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% สำหรับบุคคลธรรมดาที่ซื้อขายตลาด หรือศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ก็เป็นเหตุให้ตลาดเงินดิจิทัลสลบแน่นอน
ความยุ่งยากยังไม่หมด เพราะถ้าการซื้อ-ขายขาดทุน ไม่ต้องเสียภาษี แต่มีหน้าที่ต้องชี้แจงรายได้ในแบบแสดงรายการภาษีประจำปี หากไม่ดำเนินการจะมีบทลงโทษ กรมสรรพากรสามารถเข้าทำการตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ 2-5 ปี แล้วแต่กรณี
สรุปแล้วเป็นอันปิดฉากเงินดิจิทัลในเมืองไทยไปได้ เนื่องจากมีต้นทุนที่สูง สู้เอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นไม่ได้ ที่ได้รับการยกเว้นภาษี
ส่วนบริษัทต่างๆ ที่ตั้งท่าจะออกเงินดิจิทัลหลากรูปแบบก็ต้องคิดหนัก เพราะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และรายได้ที่เข้ามาต้องมาคิดเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก
ทั้งหมดที่ออกมาสะท้อนว่า หน่วยงานรัฐมองเห็นแล้วว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะมีเงินดิจิทัลในเมืองไทย
แมงเม่าที่มีอยู่ก็มากเกินพอแล้ว ไม่ต้องมีแมงเม่าดิจิทัลมาเพิ่มอีก







