
สัญญาณร้าย น้ำมันไต่ระดับปีหน้าได้เห็น 100 เหรียญ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ปรากฏขึ้นในเวลานี้คือ อาการสะง่อนสะแง่นไม่แข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็น
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ปรากฏขึ้นในเวลานี้คือ อาการสะง่อนสะแง่นไม่แข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ปรากฏขึ้นในเวลานี้คือ อาการสะง่อนสะแง่นไม่แข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็น ทุกคราก่อนหน้าที่จะมีการเปิดตัวเลขเศรษฐกิจออกมา ก็ต้องลุ้นกันแบบตัวโก่ง โดยไม่ต้องหวังว่าจะดีขึ้นมาแค่ไหน แค่ไม่ต่ำกว่าที่มีคาดการณ์ไว้ก็คือเป็นข่าวดีแล้ว
ดังนั้น ในเมื่ออาการของภาวะเศรษฐกิจโลกโรยแรง ความต้องการการใช้น้ำมันก็ไม่น่าจะมีแนวโน้มพุ่งพรวด เป็นปัจจัยถีบให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นได้
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นลงผ่าน 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล วิ่งวนเวียนอยู่ราว 8085 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงนี้ แม้จะมีการวิ่งอยู่เหนือ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในบางช่วง เนื่องจากปัจจัยในเรื่องของค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงก็ตามที
แต่ทว่าในเวลานี้ กำลังเกิดภาวะสวนทางขึ้น เมื่อทางสำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) ออกมาปรับตัวเลขคาดการณ์ความต้องการการใช้น้ำมันของโลกทั้งในปีนี้ และปีหน้าว่าจะทะยานสูงขึ้น
หนำซ้ำในเวลานี้ ก็มีเสียงสะท้อนออกมาทั้งหวั่นๆ หรือบางส่วนที่จะได้รับผลประโยชน์ก็ออกความเห็นแกมยินดีว่า ราคาน้ำมันโลกปีหน้ามีโอกาสเหยียบ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ไออีเอ ระบุว่า ตัวเลขความต้องการการใช้น้ำมันในปีนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 86.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2553 และ 88.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2554 ขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมราว 3 แสนบาร์เรลในแต่ละปี
การปรับคาดการณ์ครั้งนี้มีเหตุสองปัจจัยหลักๆ
ปัจจัยแรก คือ สอดคล้องกับตัวเลขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่มองว่าเศรษฐกิจโลกจะเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ส่วนปัจจัยที่สอง คือ สัญญาณของสหรัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น กระตุ้นมาก บริโภค ผลิตมาก
ทว่า ในรายงานของไออีเอเองก็ยังคงมีบางปัจจัยที่สามารถสร้างความผันแปรได้อยู่บ้าง อาทิ ระยะเวลาของสภาพความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของบรรดาประเทศมั่งคั่ง ที่บางประเทศกำลังเพิ่มยาเพื่อช่วยกระเตื้องเศรษฐกิจ การหันเหของการพัฒนาทางเศรษฐกิจมาทางฝั่งเอเชีย รวมทั้งมาตรฐานของยานยนต์และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ เมื่อความต้องการน้ำมันสูงขึ้น สิ่งที่จะต้องสอดคล้องกันไปก็ควรจะเป็นปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่ทว่ากลุ่มผู้กำชะตากรรมปริมาณการผลิตกลับคิดต่างอย่างสวนทาง
ไออีเอ ระบุว่า ควรต้องมีการเพิ่มปริมาณการผลิตขึ้นจากเดิมราว 1 แสนบาร์เรลต่อวัน เพื่อความสมดุลและสอดคล้องกันของระดับอุปสงค์และอุปทาน
ทางฝั่งที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) ที่ครองอำนาจในตลาดผลิตน้ำมันราว 40% ของปริมาณน้ำมันโลก ออกมายืนยันมติเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมร่วมในวันพฤหัสบดีที่ 14 ต.ค. ว่าจะยังคงรักษาโควตาการผลิตในปริมาณเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เป็นท่าทีไม่สนกระแสแบบสวนทางกับทางฝั่งของแนวโน้มของไออีเอ ที่ฟันธงว่าความต้องการในการใช้น้ำมันของโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น ผลพวงจากการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอก
ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2553 โอเปกผลิตน้ำมันโดยเฉลี่ยราว 29.49 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ราว 0.4%
ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2551 โอเปกตัดสินใจหั่นปริมาณการผลิตน้ำมันลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2526 โดยลดลงราว 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากขณะนั้นโลกกำลังบอบช้ำวิกฤตเศรษฐกิจ ความต้องการการใช้น้ำมันลดลงราว 0.6%
แหล่งข่าวรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับทางบลูมเบิร์ก ระบุว่า ขณะที่ความต้องการกำลังเพิ่มสูงขึ้น แต่สต๊อกน้ำมันก็ยังคงมีปริมาณที่สูงเช่นกัน ดังนั้นทางโอเปกก็จะตัดสินใจเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมัน ก็ต่อเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นแซงหน้าปริมาณสินค้าที่มีอยู่เท่านั้น
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีกระแสออกมาวิพากษ์วิจารณ์เบรกความคิดและจุดยืนว่าทางโอเปกพยายามที่จะปลุกปั่นราคาน้ำมัน
แต่ทว่า ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นการ “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่” ไม่สนใจการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ปล่อยให้ราคาวิ่งขึ้น จริงหรือไม่ก็ตาม
ยูเซฟ ยูสฟี รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของแอลจีเรีย หนึ่งในประเทศสมาชิกโอเปก มองว่าถ้าราคาน้ำมันขึ้นมาอยู่ที่ราว 90100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลก็เป็นเรื่องที่ “สมเหตุสมผล” แล้ว
ที่แน่ๆ ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มอยู่รำไรว่าอาจจะขึ้นไปแตะที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งตระหนกตกใจไป ทาง เดวิด ฟิฟ บรรณาธิการรายงานตลาดน้ำมันของไออีเอกำลังปลอบประโลมผู้ใช้น้ำมันว่า แม้จะมีเสียงประสานสอดคล้องกันบ่อยครั้งขึ้นว่า ราคาน้ำมันจะแตะที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีหน้า แต่ถึงอย่างไรตลาดก็จะยังคงรักษาระดับอุปทานไว้ได้ดีในปี 2554
ถึงกระนั้น ไทยที่คิดหวังไปไกลว่าผลดีของเงินบาทแข็งอย่างน้อยก็คือ จะเป็นปราการป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันไต่ขึ้น ก็ต้องเรียกว่า อาจจะต้องฝันค้าง หนำซ้ำอาจจะต้องเปลี่ยนจาก “ฝัน” เป็น “ทำใจ” แทน
เพราะบาทแข็งไม่ได้ช่วยอะไรเลย...!







