
ตู้กดน้ำเถื่อน
เป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อรู้ว่าตู้กดน้ำหยอดเหรียญทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวนทั้งสิ้น 3,964 ตู้
โดย...แสงตะเกียง
เป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อรู้ว่าตู้กดน้ำหยอดเหรียญทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวนทั้งสิ้น 3,964 ตู้ ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียง 160 ตู้เท่านั้น ส่วนที่เหลือกลายเป็นตู้กดน้ำเถื่อนที่ถูกติดตั้งและกำลังจ่ายน้ำให้ประชาชนได้บริโภคอยู่ในขณะนี้
แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตู้กดน้ำใกล้บ้านมีมาตรฐาน ผ่านกระบวนการทำความสะอาดต่อเนื่องตามระยะเวลาที่เหมาะสม
เรื่องนี้ทางผู้ว่าฯ กทม. ได้มีสั่งการให้ 50 สำนักงานเขตและสำนักอนามัย เร่งสำรวจตู้น้ำในพื้นที่และเก็บตัวอย่างน้ำจากทุกตู้ไปตรวจคุณภาพน้ำ ซึ่งคาดว่าภายใน 7 วันจะสามารถทราบจำนวนตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญในพื้นที่ กทม. ที่ชัดเจนและจำนวนตู้น้ำดื่มที่มีคุณภาพ หากพบตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญไม่ได้คุณภาพจะแจ้งให้ผู้ประกอบการเร่งเข้ามาแก้ไขให้ได้มาตรฐาน แต่หากผู้ประกอบการยังไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันจะให้หยุดประกอบกิจการทันที
ทว่าที่ผ่านมาสำนักงานเขตได้ส่งหนังสือเรียกให้ผู้ประกอบการมาดำเนินการขอใบอนุญาตให้ถูกต้องแล้ว แต่ผู้ประกอบการยังไม่มาดำเนินการให้เรียบร้อย เนื่องจากค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการตู้หยอดเหรียญมีอัตราที่สูง จึงให้สำนักงานเขตบังคับใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เพื่อดูแลและคุ้มครองในเรื่องการประกอบกิจการตู้น้ำดื่มอัตโนมัติอย่างเข้มงวด หากพบว่ายังมีผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ
ปัจจุบันค่าธรรมเนียมการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการตู้น้ำดื่มอยู่ที่ปีละ 2,000 บาท/ตู้ ขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างพิจารณาแก้ไขค่าใบอนุญาตดังล่าวให้ลดลงเหลือปีละ 500 บาท ซึ่งจะต้องนำเสนอร่างข้อบัญญัติเข้าที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร เพื่อหารือแนวทางการดำเนินการที่
เหมาะสมและประกาศใช้ได้ภายในปีนี้ เป็นการแก้ปัญหาตู้กดน้ำเถื่อนให้กลับเข้ามาในระบบที่สามารถตรวจสอบได้
ในส่วนของประชาชนที่กำลังบริโภคน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ควรสังเกตที่ตู้ว่ามีป้ายการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ รวมถึงสังเกตดูว่ามีป้ายแจ้งการเปลี่ยนไส้กรองดูความสะอาดของตู้ บริเวณหรือจุดที่ตั้งตู้ ระวังเรื่องของไฟฟ้ารั่วเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
อีกด้านหนึ่งผู้ประกอบการตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญต้องดูแลรักษาตู้น้ำดื่มให้สะอาดได้มาตรฐาน มีการเปลี่ยนไส้กรองตามระยะที่กำหนด ตามปกติจะเปลี่ยนไส้กรองทุก 6 เดือน แต่ถ้าตู้น้ำดื่มนั้นมีการใช้งานมากจะต้องเปลี่ยนไส้กรองเร็วขึ้น และหากประชาชนพบตู้น้ำดื่มไม่ได้มาตรฐานให้แจ้งสำนักงานเขตพื้นที่เข้าตรวจสอบทันทีเพื่อความปลอดภัยในการบริโภคน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ไม่ต้องเสี่ยงเกิดโรคภัยหรือเจ็บป่วยโดยไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ
ดังนั้น กทม.จึงควรตรวจสอบการขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและบังคับให้มีการดำเนินการตามหลักของ สคบ. เช่น ติดป้ายแจ้งเตือนต่างๆ หรือติดป้ายวันเวลาที่เปลี่ยนไส้กรอง รวมถึงจัดทำสติ๊กเกอร์ ระบุเลขที่ใบอนุญาต วันอนุญาต วันหมดอายุ แสดงถึงการตรวจสอบคุณภาพน้ำจากเจ้าหน้าที่ทุก 3 เดือนให้ชัดเจน
นอกจากนี้ แม้ว่าทางสำนักอนามัยจะยังตรวจสอบไม่พบสิ่งเจือปนหรือสารอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย แต่เรื่องนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะกิจการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ หากเพียงแค่การขออนุญาตยังทำไม่ถูกต้อง แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณภาพน้ำที่ดื่มไม่เป็นอันตราย







