posttoday

"จากใช้แล้วดีสู่ขายแล้วรวย" ถอดบทเรียนปรากฎการณ์ครีมเถื่อนผ่านบล็อกเกอร์คนดัง "ปูเป้ ศักรัช"

07 พฤษภาคม 2561

พูดคุยกับ "ปูเป้ ศักรัช" เพื่อถอดบทเรียนเเละหาทางเอาตัวรอดในยุคผลิตภัณฑ์เสริมความงามปลอมระบาด ด้วยเหตุผลและตรรกะ

พูดคุยกับ "ปูเป้ ศักรัช" เพื่อถอดบทเรียนเเละหาทางเอาตัวรอดในยุคผลิตภัณฑ์เสริมความงามปลอมระบาด ด้วยเหตุผลและตรรกะ

------------

โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด

ความรุ่งโรจน์ของเจ้าของแบรนด์ ผู้ผลิตและผู้ค้าผลิตภัณฑ์เสริมความงามเถื่อนกำลังสั่นคลอน และทำท่าจะจบสิ้นลงแล้ว เมื่อตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังนับพันนาย เข้าตรวจค้นแหล่งผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ภายในตลาดใหม่ดอนเมือง สามารถยึดของกลางได้จำนวนมหาศาลกว่า 3 แสนรายการ

ในวันที่สังคมกำลังจับตามองปรากฎการณ์สินค้าเถื่อนกันอย่างจริงจัง ปูเป้ ศักรัช เปี่ยมวรนันท์ หรือ “Pupe_so_Sweet” ผู้ทรงอิทธิพลและบล็อกเกอร์ด้านความงามชื่อดังของเมืองไทย พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดประสบการณ์และบทเรียนเพื่อเรียกสติพร้อมติดอาวุธให้กับผู้บริโภคทุกคน

จากใช้แล้วดีสู่ขายแล้วรวย

ปรากฎการณ์ผลิตภัณฑ์เสริมความงามเถื่อนระบาดนั้นเกิดจาก 3 เหตุผลหลัก ได้แก่ ความต้องการของผู้บริโภค การแข่งขันในวงการธุรกิจความงาม และประสิทธิภาพการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

ปูเป้บอกว่า รอบ 10 ปีที่ผ่านมา แม้คนไทยจำนวนไม่น้อยจะมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ผลิตเสริมความงามมากขึ้น อย่างไรก็ดียังมีบางกลุ่มที่ปฏิเสธการรับรู้และสนใจเพียงแต่ผลลัพธ์

“มีคนไม่สนใจและปฏิเสธที่จะทำความเข้าใจ ปฏิเสธคนที่จะมาให้ความรู้ด้วยซ้ำ อยากขาวแต่ไม่สนใจว่าจะขาวด้วยวิธีไหน มีคนมาเตือน อาจจะเถียงด้วยซ้ำว่า ฉันกินแล้วไม่เห็นเป็นอะไร เรียกว่าไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา เราไม่สามารถทำให้คนมองเห็นได้ ถ้าเขาหลับตา จะไปแหกตาเขาก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาดู”

"จากใช้แล้วดีสู่ขายแล้วรวย" ถอดบทเรียนปรากฎการณ์ครีมเถื่อนผ่านบล็อกเกอร์คนดัง "ปูเป้ ศักรัช"

ประเด็นต่อมาที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ปลอมแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว เกิดจากเหตุผลด้านธุรกิจ เมื่อการแข่งขันนั้นสูงมากในวงการสุขภาพความงาม

เขาบอกว่า ธุรกิจประเภทความสวยความงามยังมีการเติบโตและโอกาสอีกมาก ขณะที่หลายธุรกิจเริ่มซบเซาหรือไปต่อได้ไม่มาก ทำให้ยังคงมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสมอและมีความสำเร็จให้เห็นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างการเปิดโรงงานไม่ได้มาตรฐานรับผลิตสินค้า

“โรงงานพวกนี้เป็นลักษณะของ OEM รับจ้างผลิตสินค้า มีทั้งรูปแบบให้เขาพัฒนาสูตรขึ้นมาเอง หรือเลือกตามแคตตาล็อก เช่น ผิวขาวสูตร 1 2 3 หรือ 4 เรามีหน้าที่แค่จิ้มเลือกสูตร แพคเกจ และแปะแบรนด์ของตนเอง บางแห่งยังมีการออกแบบการตลาดและขออย.ให้ด้วย เรียกว่า วันสต๊อปเซอร์วิส มันง่ายมากขนาดนั้นเลย”

บล็อกเกอร์ดังบอกว่าการแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้มีการลดยอดขั้นต่ำในการผลิตสินค้าลง จากเดิมการมีแบรนด์อาจใช้เงินทุนหลายแสนหรือหลักล้านบาท ปัจจุบันลดลงมาเพียงแค่หลักหมื่น หรือแม้แต่หลักพันก็เริ่มมีการโฆษณาเชิญชวนให้เห็นแล้ว

ความต้องการและการแข่งขันที่มากขึ้นในวงการธุรกิจเสริมความงาม นำไปสู่โมเดลธุรกิจตัวแทนจำหน่าย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

“เมื่อก่อนผลิตภัณฑ์หรืออาหารเสริมจะโฆษณาว่า ใช้แล้วดี ปัจจุบันกลายเป็น ขายแล้วรวย สร้างแบรนด์เพื่อเน้นกระจายสินค้า เจ้าของแบรนด์มีต้นทุนต่ำมากๆ ในการกระจาย ไม่ต้องไปตั้งหน้าร้านเอง ไม่ต้องไปลงโมเดิร์นเทรด ไม่ต้องโฆษณามากมาย เพราะตัวแทนจะพยายามทำทุกอย่างให้ขายได้ตามเป้าหมายของตนเอง

เมื่อผ่านไปสักระยะ เจ้าของแบรนด์จะเจียดเงินส่วนหนึ่งไปจ้างเซเลป ดาราคนดัง ถือผลิตภัณฑ์ หากมีเงินมากหน่อยก็จะจ้างเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นตัวแทนก็จะเข้ามารุมสั่งซื้อและกระจายสินค้าอย่างที่เห็น”

"จากใช้แล้วดีสู่ขายแล้วรวย" ถอดบทเรียนปรากฎการณ์ครีมเถื่อนผ่านบล็อกเกอร์คนดัง "ปูเป้ ศักรัช"

ปัญหาต่อมาคือ การตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่รัฐ

“คนตรวจสอบไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ระบบไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่บทลงโทษต่างๆ ก็ไม่ได้สอดคล้องกับการกระทำความผิด หรือทำให้พวกเขาล้มเลิกที่จะกระทำ หลายกรณีปรับไม่กี่หมื่นบาท แต่เขาขายไปแล้วเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน ค่าปรับคุ้มแล้วที่จะทำให้เขาสามารถอยู่ตรงนั้นได้”

อินฟลูเอนเซอร์ชื่อก้องบอกว่า “คนพวกนี้ไม่แคร์กับการสร้างแบรนด์ตั้งแต่แรก เมื่อถูกจับก็ไปสร้างแบรนด์ใหม่ หรือจดทะเบียนไว้หลายแบรนด์ แบรนด์นี้ถูกจับก็แค่เปลี่ยนสลากใส่ชื่อใหม่ ภายในเหมือนเดิม”

"จากใช้แล้วดีสู่ขายแล้วรวย" ถอดบทเรียนปรากฎการณ์ครีมเถื่อนผ่านบล็อกเกอร์คนดัง "ปูเป้ ศักรัช" ปูเป้ ศักรัช

 

อย่าแพร่ความเชื่อผิดๆ

ในฐานะบล็อกเกอร์ด้านความงาม ประสบการณ์ร่วมกับผลิตภัณฑ์ปลอมนั้นเป็นเรื่องที่เขาเคยเผชิญหน้าอยู่แล้ว โดยมักจะมีผู้ติดตามเข้ามาสอบถามคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเขาพบว่าหลายผลิตภัณฑ์ไม่มีความน่าเชื่อถือ มีส่วนผสมที่ห่างไกลจากความปลอดภัยและเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกกฎหมาย

“ดูปลอมมาก เป็นไปไม่ได้ทางทฤษฎีในการสร้างส่วนผสม เช่น มีแต่ Active ingredients ไม่มีเบส น้ำ ไม่มีสารอื่นๆ เลย ประหลาดมาก แค่นี้สำหรับเราก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว หรือการเรียงลำดับความเข้มข้นของสารประกอบไม่ถูกต้อง ใช้คำเคลมที่ไม่น่าจะผ่าน อย. เช่น ขาวขึ้นภายใน 3 วัน ใช้ชื่อทางการค้าของแบรนด์ดังมาเป็นของตนเอง เหล่านี้นับว่าผิดกฎหมาย ต่อให้ส่วนผสมภายในไม่มีปัญหา แต่การทำมาเก็ตติ้งก็ไม่น่าเชื่อถือและควรตั้งข้อสงสัยแล้ว”

ปูเป้มองว่า ความน่าเชื่อถือของการสร้างแบรนด์ถือเป็นเรื่องสำคัญมากและต้องใช้เวลา ไม่ใช่เพียงแค่มีเลขจดแจ้งจาก อย. หรือใบผลตรวจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แล้วจะยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ปลอดภัย

"จากใช้แล้วดีสู่ขายแล้วรวย" ถอดบทเรียนปรากฎการณ์ครีมเถื่อนผ่านบล็อกเกอร์คนดัง "ปูเป้ ศักรัช"

ปูเป้ ศักรัช สร้างชื่อและอยู่ในวงการบล็อกเกอร์ความงามมายาวนานไม่ต่ำกว่า 10 ปี กฎเหล็กที่ยึดถือในการรีวิวนำเสนอสินค้าคือ คัดกรองพิจารณาผลิตภัณฑ์อย่างถี่ถ้วนรอบคอบและไม่รับงานให้กับผลิตภัณฑ์ที่ทำการค้าลักษณะตัวแทนหรือขายตรงเด็ดขาด

“ไม่ได้แอนตี้หรือบอกว่าระบบนี้เลวร้าย เพียงแต่ปัญหาของมันคือ เราไม่สามารถควบคุมการสื่อสารได้ ต่อให้แบรนด์ตั้งขึ้นมาโดยไม่มีปัญหา ทำทุกอย่างถูกกฎหมาย แต่เมื่อขายในระบบตัวแทน เขาจะไม่สามารถควบคุมตัวแทนไม่ให้โอเวอร์เคลมหรือสื่อสารอย่างผิดกฎหมายได้ ต่อให้พยายามก็ไม่สามารถทำได้ร้อยเปอร์เซนต์”

เรียกว่าแม้โมเดลธุรกิจดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้ค้ากระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและใช้เงินทุนไม่มาก แต่ข้อเสียที่ต้องระวังคือ การไม่อาจควบคุมการสื่อสารที่ออกไปได้ ซึ่งส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อของแบรนด์

เช่นกันกับผู้มีชื่อเสียงอย่างเซเลปดารา และผู้มีความน่าเชื่อถือในสังคมอย่าง บุคลากรทางการแพทย์ ปูเป้บอกว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องตระหนักคือการเผยแพร่ความเชื่อผิดๆ ให้กับสังคม คุ้มค่าหรือเปล่ากับเงินที่ได้รับและความเสียหายที่เกิดขึ้น

“บางทีก็ต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าไม่ได้เงิน ฉันจะใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จริงๆ เหรอ ปกติเราสนใจของแบบนี้ กล้าซื้อกินของแบบนี้จริงๆ หรือเปล่า”

"จากใช้แล้วดีสู่ขายแล้วรวย" ถอดบทเรียนปรากฎการณ์ครีมเถื่อนผ่านบล็อกเกอร์คนดัง "ปูเป้ ศักรัช"

มีเหตุมีผล-ทุกอย่างต้องใช้เวลา

เพื่อให้อยู่รอดจากความปลอมของผลิตภัณฑ์และทัศนคติของผู้คนบางส่วนในสังคม สิ่งที่ผู้บริโภคต้องทำคือการติดอาวุธให้กับตนเอง มีความรู้ สติ รวมถึงตระหนักในเหตุและผล

ปูเป้ บอกว่า กฎหมายของประเทศไทยมีการแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น อาหาร เครื่องสำอางและยา ผลิตภัณฑ์ใดไม่ใช่ยาไม่สามารถอวดอ้างสรรพคุณในการรักษาในลักษณะยาได้

“อาหารเสริมไม่ได้ถือเป็นยา ยาเท่านั้นที่จะเคลมถึงคุณสมบัติในการรักษาเปลี่ยนแปลงฟังก์ชันต่างๆ ได้ อย่างเครื่องสำอางแม้มีตัวยารักษาสิว แต่ประกาศแบบนั้นไม่ได้ ต้องบอกว่า ป้องกันสิวหรือช่วยให้สิวยุบ ลักษณะนี้เราจะเห็นได้บ่อยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอย ผิวขาว ที่ไม่ได้โฆษณาว่า ทำให้ผิวขาว ริ้วรอยหายไป แต่เลี่ยงว่า ให้ผิวแลดูสว่างกระจ่างใส ทำให้ริ้วรอยลดเลือนลง

เพราะฉะนั้นผลิตภัณฑ์ใดที่โอเวอร์เคลมมาก ไม่ถูกกฎหมายแน่นอน และเมื่อคำเคลมยังไม่ถูกกฎหมาย คิดว่าข้างในจะถูกไหม นั่นคือสิ่งแรกที่เราต้องคิด”

เหตุและผลเป็นอีกเรื่องที่ผู้บริโภคต้องตระหนัก ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมความงามชนิดใดเปลี่ยนแปลงสภาพผิวพรรณหรือขนาดร่างกายของเราได้อย่างรวดเร็ว

“ทุกสิ่งทุกอย่างใช้เวลาไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย น้ำหนักลด 20 กิโลกรัมในหนึ่งเดือน โดยไม่ต้องทำอะไร มันเป็นไปได้จริงๆ เหรอ คนอื่นควบคุมอาหาร ออกกำลังกายกันแทบตายยังลดไม่ได้เลย เราต้องอยู่กับความเป็นจริง”

"จากใช้แล้วดีสู่ขายแล้วรวย" ถอดบทเรียนปรากฎการณ์ครีมเถื่อนผ่านบล็อกเกอร์คนดัง "ปูเป้ ศักรัช"

ทัศนคติด้านความงามและความสุขของตนเอง เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตั้งสติและคิดให้ดี เมื่อโลกใบนี้ไม่มีอะไรฟรี

บล็อกเกอร์ความงาม บอกว่า ความงามเป็นเรื่องทัศนคติไม่มีถูกผิด แต่การพัฒนาดูแลตัวเองต้องเริ่มจากเข้าใจพื้นฐาน กรรมพันธุ์ พฤติกรรมและความเป็นจริงของตนเอง เพื่อให้เราพัฒนาไปอย่างมีความสุข

“อยู่ที่ความสบายใจของคุณ เราไม่ได้ตัดสินว่าความต้องการของใครเป็นเรื่องผิด สมมุติคุณอยากขาวมาก สรรหาวิธีการจนขาวได้สำเร็จ แต่คุณจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 5 ปี ถ้ารู้แบบนั้นแล้วแฮปปี้ โอเคเรื่องของคุณ แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดให้มากๆ คือ การกระทำแบบนั้นมันเท่ากับคุณได้แพร่ความเชื่อผิดๆ หรือผลิตภัณฑ์เป็นพิษให้กับคนอื่นด้วยหรือเปล่า แน่ใจหรือไม่ว่าไม่ได้สร้างผลกระทบต่อคนรอบตัวและสังคม”

สำหรับเลขอย. ที่ติดอยู่บนสลากของผลิตภัณฑ์ บล็อกเกอร์ดังบอกว่า จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อสร้างความน่าเชื่อให้ผู้บริโภคได้จริง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ให้ผลลัพธ์แบบนั้น พร้อมยกตัวอย่างกรณีของ FDA หรือ Food and Drug Administration องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะขึ้นทะเบียนรองรับให้เฉพาะยาเเละเครื่องมือแพทย์ที่มีการวิจัยและสำรวจมาแล้วอย่างแท้จริง

ขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง FDA จะออกมาให้ข้อมูล ความเข้าใจ คำเตือน และขอบเขตในการดูแลควบคุมของตัวเอง ว่าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้อาจมีการจดแจ้ง (Registration) แต่ไม่ได้การรับรอง (Approve) เพื่อให้ผู้บริโภคตื่นตัว และเพื่อไม่ให้ตัวหน่วยงานถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการค้า

"ถ้ายังบังคับให้แสดงเลขจดแจ้งบนฉลาก เลขจดแจ้งก็ควรจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์และผู้บริโภคสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลได้จริง"

ในภาพกว้าง เขาเห็นว่า กฎหมายและการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต้องยกระดับ พัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลที่เข้าถึงเเละเข้าใจง่าย มีมาตรฐาน ความเท่าเทียม สอดรับและสมเหตุสมผล เนื่องจากหลายกรณีกฎระเบียบ ไม่ได้เอื้ออำนวยความสะดวกหรือเป็นอุปสรรคจนไม่สามารถทำได้อย่างถูกต้องโดยง่าย นับเป็นช่องทางให้เกิดการคอรัปชั่นเชิงระบบ

โดยสรุปการแก้ไขปัญหาและทำสงครามกับผลิตภัณฑ์เสริมความงามปลอม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน ทั้งผู้บริโภค เจ้าของแบรนด์ ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลบังคับใช้กฎหมาย แก้ไขฝ่ายใดฝ่ายเดียวไม่มีทางสำเร็จ

 

ข่าวล่าสุด

ก้าวต่อไปของ ThaiBMA ภายใต้การนำของ “อริยา ติรณะประกิจ” เอ็มดีคนใหม่