
เลิกสอบ ป.1
หาก พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. ... ประกาศใช้ในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรค 1
โดย...กาคาบข่าว
หาก พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. ... ประกาศใช้ในอนาคต สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรค 1 ว่า เพื่อเป็นการปกป้องพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ห้ามมิให้สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และโรงเรียนตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงเรียนเอกชน รับเด็กปฐมวัยเข้าศึกษาโดยใช้วิธีการสอบคัดเลือก เว้นแต่ได้กระทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
มาตรา 19 วรรค 2 ยังระบุด้วยว่า ห้ามบุคคลใดเรียกรับเงินหรือเก็บเงิน หรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อเป็นเงื่อนไขในการรับเด็กปฐมวัยเข้าศึกษาในระดับอนุบาลและประถมศึกษา โดยมีบทกำหนดโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท
แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็อาจจะทำได้แค่สกัดปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น ปัจจัยอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหานี้นั้นดูจะเชื่อมโยง เป็นเนื้อร้ายในระบบการศึกษาที่ยากจะมียาวิเศษในรูปแบบของกฎหมาย รักษาให้หายได้ในชั่วข้ามคืน
เราต่างทราบกันดีว่า เดิมทีพ่อแม่ผู้ปกครองต่างหวังว่าลูกหลานของตัวเองควรได้เรียนในโรงเรียนดีๆ ซึ่งมีสิ่งแวดล้อมดีๆ อันเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าจะได้มองเห็นอนาคตที่ดีรออยู่ แต่โรงเรียนดีๆ ที่มีสิ่งแวดล้อมดีๆ ซึ่งมีให้เลือกนั้น มีแค่สองแบบ คือ แบบเอกชน ค่าเทอม ค่าเบ็ดเตล็ด แพงหูฉี่ กับของรัฐซึ่งมีอัตราการแข่งขันสูง
โรงเรียนดีในอุดมคติของพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็คือโรงเรียนชื่อดังทั้งหลายนั่นเอง โรงเรียนเหล่านี้คือเป้าหมายที่พ่อแม่วางไว้ให้ลูกหลาน โดยเฉพาะโรงเรียนในกลุ่ม โรงเรียนสาธิต หรือโรงเรียนสำหรับเป็นสถานที่ทดลองฝึกสอนหรือฝึกปฏิบัติงานของนิสิตนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก่อนเป็นผู้สอนในอนาคต
เป็นทราบกับว่า โรงเรียนในกลุ่มนี้มีสังคมดี เพราะตั้งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย นิสิตนักศึกษาที่มาสอนเด็กๆ ต้องอยู่ภายใต้สายตาของอาจารย์ของครูอีกที บุตรหลานจึงเหมือนได้เรียนทั้งจากอาจารย์ผู้เก่งกล้าวิชาความรู้และนิสิตนักศึกษาที่ต้องตั้งใจสอนให้ได้คะแนนดี
นอกจากนี้ ข้อดีอีกอย่าง ก็คือ ผู้ปกครองจ่ายค่าเทอมในโรงเรียนกลุ่มนี้ถูก เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องเป็นไปตามที่รัฐกำหนด โอกาสที่จะได้เรียนยาว 12 ปี ก็เป็นไปได้สูง รวมถึงหากเด็กได้เข้าเรียนได้ตั้งแต่ ป.1 จนถึง
ม.6 ตั้งใจเรียนจนจบ ก็มักจะมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะมีโควตาให้เรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขาที่ชื่นชอบ หากเรียนดีก็มีทุนให้
ตราบใดที่ทำให้โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพใกล้เคียงกับโรงเรียนในอุดมคติที่ยกมาได้ แม้ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยประกาศใช้ ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาต้นทางได้ เพราะปัญหานี้ยังมีเงื่อนไขเดิมๆ นั่นคือ โรงเรียนที่ไม่เด่นดังนั้น ขาดคนเก่ง หรือครูเก่ง ออกไปช่วยกันทำลายกำแพงค่านิยมที่สั่งสมมานาน
แม้ปัจจุบันเงินเดือนครูนั้นถือว่าไม่น้อย แต่ก็กล่าวได้ว่า ยังไม่มากพอที่จะเป็นแรงจูงใจให้คนเก่งตัดสินใจเข้าสู่อาชีพนี้ หรือยอมไปสอนในโรงเรียนที่ไม่มีชื่อเด่นดัง ช่วยพัฒนาโรงเรียนเหล่านั้นให้มีคุณภาพทัดเทียมกับโรงเรียนอื่นๆ
บางคนอาจจะคิดแบบโลกสวยว่า ครูเก่งและยอมเสียสละนั้นไม่เคยหายไปจากสังคม แต่ใครกล้ายืนยันได้ว่า มีจำนวนมากพอที่จะแก้ปัญหาที่โรงเรียนทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้
ขณะเดียวกัน แม้จะมีการออกกฎหมายบังคับไม่ให้โรงเรียนดังจัดสอบเข้า ป.1 แต่ที่สุดแล้ว หากผลลัพธ์ที่ตามมากระทบต่อชื่อเสียงของโรงเรียงดังที่สั่งสมมา โรงเรียนเหล่านั้นก็ย่อมหาวิธีคัดกรองเด็กจนได้ จะด้วยวิธีสอบผู้ปกครอง หรือวิธีไหนๆ ซึ่งสุดท้ายวิธีเหล่านั้นก็เปล่าประโยชน์และย้อนปัญหากลับไปจุดเดิม ตราบใดที่รัฐยังไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษาได้







