
ตั้งโต๊ะถลกทอท.
ธนกฤต เจตกิตติโชค กรรมการบริษัท ปาร์คกิ้งฯ เปิดตัวแถลงอัด ทอท.
ธนกฤต เจตกิตติโชค กรรมการบริษัท ปาร์คกิ้งฯ เปิดตัวแถลงอัด ทอท.
นายธนกฤต เจตกิตติโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปาร์คกิ้ง แมนเนจเม้นท์ เปิดตัวโดยเข้ายื่นเอกสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานการจัดเก็บค่าที่จอดรถในสนามบินสุวรรณภูมิต่อคณะกรรมการตรวจสอบการใช้พื้นที่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและระบบการคมนาคมขนส่ง ที่กระทรวงคมนาคม โดยสวมแว่นดำพรางรอยแผลเป็นที่ถูกทำร้ายจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลในเรื่องผลประโยชน์โครงการดังกล่าว
นายธนกฤต ได้เปิดแถลงกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) รับทราบปัญหาการจัดเก็บค่าที่จอดรถโดยตลอด แต่ไม่เข้ามาช่วยแก้ไข แต่ยังร่วมมือกับผู้ถือหุ้นอีกฝ่าย
“ผมขอยืนยันว่าผมไม่เคยเอาสัมปทานไปเร่ขายใคร เพราะสัมปทานอยู่ในมือผม มีแต่คนอื่นต้องเดินมาหา” นายธนกฤต กล่าว
นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า นายเอกพร รักความสุข อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้นำนางแพรว และนายธรรศ พจนประพันธ์ ให้เข้ามาถือหุ้นร่วมด้วย โดยเสนอให้เงินลงทุนจำนวน 120 ล้านบาท แลกกับการถือหุ้นในบริษัท 20% โดยนำเงินไปค้ำประกันรายได้ และอีกส่วนหนึ่งนางแพรวได้นำไปจ่ายให้กับนักการเมืองซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร
นายธนกฤต กล่าวว่า ที่ผ่านมามีปัญหากับผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้มาโดยตลอด และแจ้งให้ ทอท.ทราบมาตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด ทำให้ต้องมีเรื่องฟ้องร้องตามมา และเป็นต้นเหตุของชายชุดดำที่บุกยึดลานจอดรถ
“ต่อจากนี้ผมจะฟ้องศาลปกครองเรียกค่าเสียหาย 560 ล้านบาท กรณีที่ ทอท.เลิกสัญญาไม่เป็นธรรม” นายธนกฤต กล่าว
นายอำนาจ เดชพ่วง ผู้ประสานงานในส่วนของบริษัทปาร์คกิ้ง และพวก มาชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบฯ
โดยนายธนกฤต ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นมาและลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเอง ว่า ระบบการจัดเก็บเงินอัตโนมัติในปี ‘48 ในไทยยังไม่มีการดำเนินงาน ฉะนั้น ตนจึงได้รับมอบหมายจากนายเอกพร รักความสุข อดีตส.ส.พรรคฯ ให้ศึกษาเรื่องนี้ และในวันที่ 16 มี.ค.53 และจนชนะการประมูลครั้งนี้
ต่อมาในวันที่ 25 มี.ค. นางแพรว พจนประพันธ์ เสนอเงินจำนวน 120 ล้านบาท มาเป็นเงินค้ำประกัน จากนั้นในวันที่ 31 มี.ค.53 ได้จดทะเบียนในรูปบริษัท ปาร์คกิ้ง และให้นางแพรวถือหุ้น 20% โดยเงินแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเงินค้ำประกัน อีกส่วนจะไปให้นักการเมืองคนไหนอย่างไรตนไม่ทราบ ขณะเดียวกันได้เสนอการร่วมทุนให้ทอท.ทราบโดยมีนายธรรศ พจนประพันธ์ เป็นผู้ร่วมหุ้น จากนั้น ทอท.แจ้งว่า โครงสร้างบริษัทฯ ใช้ไม่ได้ จึงต้องใช้ชื่อ 3 คน คือ ตน, นายจุมพล ญาณวินิจฉัย กรรมการ และนายธรรศ เนื่องจาก นายจุมพล มีผลงานในการปฏิบัติงาน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ตนได้ถูกอุ้มไปพร้อมน้อง ไปกักตัวไว้ที่ ตึกอาร์เอส ถนนรัชดาภิเษก หลังจากถูกอุ้มในวันที่ 7 พ.ค. 53 แล้ว ถูกทำร้าย โดนตีด้วยไม้หน้าสี่ ปลดทรัพย์สิน 2 ล้านบาทฯลฯ และปล่อยตัวที่ศาลายา ตนได้แจ้งความไว้แล้ว ขณะที่นายจุมพล ไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ต้องเดินทางไปต่างประเทศ และในวันที่ 8 พ.ค.53 มีการคุยกันที่โรงแรม ริมสะพานซังฮี้ พร้อมบังคับให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโกงหรือพวกตนเซ็นโอนหุ้นให้
ทั้งนี้ ในวันนี้ 11 ก.ย.53 มีผู้ใหญ่ที่นับถือบอกให้กลุ่มตนขายหุ้นทิ้ง แต่ต่อมาก็มีการปลอมแปลงเอกสาร ขณะที่ทางทอท.ทราบดีว่ามีเรื่องเกิดขึ้น มีการยึดอุปกรณ์การทำงานโดยชายชุดดำ เป็นลูกน้องเสธ.ต. และทอท.ก็กลับติดต่อกับผู้ที่ไม่มีอำนาจในบริษัทตลอดเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา
และในวันที่ 21 ก.ย. ได้มีการปลอมแปลงเอกสาร โดยเซ็นโอนหุ้นให้ ทั้งๆ ที่ นายจุมพล ไม่ได้อยู่ในไทย แต่อย่างใด ซึ่งทั้งหมดนี้ ตนได้ยื่นเอกสารให้ปลัดกระทรวงคมนาคมเรียบร้อยแล้ว
ด้านนายอำนาจ เดชพ่วง ผู้ประสานงานในส่วนของบ.ปาร์คกิ้ง ได้นำเอกสารประกอบการอธิบายถึงความบกพร่องในหน้าที่ของทอท. และยืนยันยังไม่ได้รับหนังสือการยกเลิกสัญญาจากทอท.แต่อย่างใด
กรรมการชุดตรวจสอบที่จอดรถสุวรรณภูมิเตรียมสรุปรายงานให้ “โสภณ”ทราบ 20 ต.ค.นี้ พบช่องโหว่จากการ บริหารสัญญาของทอท.นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า พบข้อบกพร่องในการบริหารสัญญาของ ทอท.หลายอย่าง เช่น ความผิดพลาดของการบริหารของ ทอท. โดยเฉพาะผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลสัญญาสัมปทาน ฯลฯ ซึ่งผู้บริหาร ทอท.ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และการกำหนดสัดส่วนรายได้ระหว่างทอท.กับบริษัทปาร์คกิ้งฯ นั้นทำให้ ทอท.เสียผลประโยชน์
ทั้งนี้ จะสรุปข้อมูลทั้งหมดให้ รมว.คมนาคม ทราบภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้
ด้านนางแพรว ในการสอบสวนปัญหาการให้สัมปทานจากการเรียกคณะกรรมการพิจารณารายได้ ของทอท.ที่มีนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เป็นประธาน มาชี้แจง พบว่า ประเด็นการพิจารณาเรื่องของมูลค่าโครงการ กว่าเกิน 1,000 ล้านบาท และเข้าข่ายต้องพิจาณาตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือไม่ นั้น เรื่องนี้ผู้บริหาร ทอท.ยืนยันว่า ไม่เข้าข่ายจัดทำโครงการ ตามพ.ร.บ.ร่วมทุน และใช้ระเบียบในการเปิดประมูลตามระเบียบพัสดุของ ทอท.
ทั้งนี้ จากการรับฟังการรายงาน พบว่ายังมีหลายประเด็นที่ชี้ชัดว่าเป็นความผิดพลาดของการบริหารของทอท. โดยเฉพาะผู้อำนวยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่เป็นผู้กำกับดูแลสัญญาทั้งหมด เนื่องจากพบว่ามีความผิดพลาด บกพร่องหลายประเด็น เช่น การร่างสัญญาที่ไม่ได้ยึดหลักตามพ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 โดยอ้างว่ายึดตามหลักการพัสดุของทอท.ซึ่งต้องมีกรรมการกำกับดูแลการว่าจ้าง แต่ทอท.กลับไม่มีคณะกรรมการชุดดังกล่าวลงมาดูแล
ขณะประเด็นเรื่องการกำหนดสัดส่วน รายได้ระหว่าง ทอท.กับบริษัท ปาร์คกิ้ง เมนเนจเม้นท์ คู่สัญญา 75% : 25% ที่คณะกรรมการสงสัยว่า ใช้หลักเกณฑ์ใดนั้น ผู้บริหาร ทอท.ชี้แจงว่า ใช้หลักเกณฑ์ อ้างอิง จากรายได้ที่จัดเก็บในช่วงที่ผ่านมา ในแต่ละเดือน ซึ่งพิจาณาจากรายได้ขั้นต่ำ 16.5 ล้าน แต่ในส่วนนี้ไม่ได้พิจารณารวมกับรายได้ส่วนเพิ่ม ที่นอกเหนือจากรายได้ขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่คณะกรรมการ ตั้งข้อสงสัย ถึง การกำหนดสัดส่วน ส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งเมื่อมีการเปรียบเทียบรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่ง ทอท.จัดเก็บเอง เปรียบเทียบกับรายได้เมื่อเปลี่ยนมาใช้การให้สัมปทาน พบว่ารายได้ลดลง เดือนละ1 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้สอบถามนายเสรีรัตน์ว่า ทางคณะกรรมการจัดหารรายได้ ทอท. ได้รายงานเรื่องนี้ให้ทราบหรือไม่ นายเสรีรัตน์ตอบว่า ไม่ได้รายงาน อย่างไรคณะกรรมการเห็นว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารควรสอบถามจากเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนด้วย
“การลงในสัญญาชัดเจนว่า บริษัทปาร์คกิ้ง แมเนจเม้นต์ ทำผิดสัญญา ด้วยการไม่ชำระเงินรายได้ขั้นต่ำถึง 2 งวด แต่กลับมีการลงนามกับเอกชนรายนี้ ซึ่งทั้งหมดคณะกรรมการเห็นว่า เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และอยากตั้งคำถามกลับไปที่บอร์ดทอท. และฝ่ายบริหาร ทอท.ว่า สิ่งที่ดำเนินการเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับ ทอท.หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ บอร์ด ทอท.ต้องพิจารณาเอง รวมทั้งสามารถพิจารณาด้วยว่า ความผิดเกิดขึ้นจากใคร และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ในเบื้องต้นผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในฐานะหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นผู้บริหารสัญญาในขณะนั้นคงหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้” นายสุพจน์ กล่าว
ทั้งนี้ ถือว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนทั้งหมดเพียงพอต่อการสรุปผลแล้ว ส่วนเอกสารที่เอกชนจะยื่นชี้แจงกับคณะกรรมการนั้น เห็นว่า ข้อชี้แจงของเอกชน ระบุถึงความขัดแย้งของเอกชนเอง ซึ่งคณะกรรมการฯ ไม่ได้เข้าไปพิจารณาในเรื่องนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องในการทำงานของรัฐวิสาหกิจที่มีการหมักหมมไม่ยอมแก้ปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ส่งผลให้ปัญหาที่เกิดขึ้นบานปลายจนส่งผลกระทบกับภาพรวมการบริหารจัดการสนามบิน
และนายธรรศ กล่าวว่า ไม่ได้เข้าชี้แจงเหตุการณ์กับคณะกรรมการตรวจสอบฯ เพราะไม่เชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม แต่จะฟ้องร้องนายธนกฤตต่อศาลอาญาและศาลแพ่งต่อไป







