
ทรงห่วงโครงการพระราชดำริ
ตำหนิหน่วยงานรายงานไม่ตรง แก้ปัญหาไม่เป็นทิศทางเดียวกัน
โพสต์ทูเดย์
— พระราชดำริ 6 เรื่องทรงห่วงสร้างทรัพยากรน้ำและการเกษตรที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ได้รับทราบพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร นำคณะผู้บริหารสถาบันเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลถวายรายงานสรุปสถานการณ์น้ำประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาล ศิริราช มีถึง 6 เรื่อง
พระราชดำริ 6 ประการดังกล่าว คือ 1.ความคืบหน้าการดำเนินงานของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ในส่วนของโครงการพระราชดำริ โดยทรงเห็นว่า แม้หน่วยงานเดียวกัน รายงานก็ไม่สอดรับกัน ทำให้ได้ฐานข้อมูลต่างกัน ข้อสรุปที่จะนำไปกำหนดแผนทำงาน แก้ปัญหา จึงไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ เพราะแม้ในหน่วยงานเดียวกันยังใช้หลักคิด หลักการทำงานต่างกัน หากหน่วยงานใช้หลักการทำงานเดียวกันก็จะได้รายงานสอดรับกัน ฐานข้อมูลก็สอดรับกัน จะแก้ปัญหาได้ง่าย
สำหรับเรื่องที่ 2.รายงานสรุปสถานการณ์น้ำประเทศไทยนั้นทรงเห็นว่า การจัดการน้ำชุมชนที่มีแบบอย่างความสำเร็จแล้ว ต้องเรียนจากชาวบ้านไปด้วย
เรื่องที่ 3.การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทรงเห็นว่าปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเห็นได้ชัดจึงต้องเร่งศึกษาวิจัยแนวทางการศึกษาของสถาบันเกี่ยวกับอุณหภูมิ และคลื่นในทะเล และแบบจำลองลมนั้นถูกแล้วให้ดำเนินการให้ใช้ได้โดยเร็ว และ 4.การคาดการณ์สภาพอากาศ ทรงเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำที่สำคัญคือจังหวะการปิด เปิด ระบายหรือรับน้ำ หากเข้าใจธรรมชาติน้ำอย่างถ่องแท้ว่าคือการไหล ระเหย เป็นฝน บางส่วนซึมเป็นน้ำใต้ดินก็สามารถเลือกปลูกพืชให้ดูดซับ รักษาความชื้นในผิวดินไว้ได้
5.การปรับปรุงสถานีโทรมาตรตรวจวัดสภาพอากาศอัตโนมัติและระบบโทรมาตรเพื่อสนับสนุนการจัดการปัญหาภัยแล้งนั้นทรงอยากให้พิจารณาโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย ที่ใช้ป่าชายเลนและระบบบำบัดน้ำเสียโดยอาศัยธรรมชาติจนประสบความสำเร็จ
สำหรับเรื่องที่ 6.โครงการพระราชดำริ เช่น โครงการพัฒนาที่ดินที่หุบกะพง จ.เพชรบุรี โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่อ่าวลึก จ.กระบี่ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่มีโอกาสเสด็จฯ ไประยะหลัง ทรงเป็นห่วงความก้าวหน้า ความยั่งยืนของชุมชน รวมทั้งที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ชุมชนยังรักษาไว้หรือไม่ หรือขายเปลี่ยนมือไปแล้ว







