
ข้อสังเกตการขับเคลื่อนสภาพัฒนาการเมือง
....วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
ไม่แน่ใจว่าคนไทยเราจะรู้จักความสำคัญของสภาพัฒนาการเมืองมากน้อยเพียงใด อาจเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีองค์กรแบบนี้ รัฐธรรมนูญมาตราที่ 78 (7) ให้จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้ติดตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ มาตรา 87 (4) กำหนดให้ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมือง ให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชน
ในพื้นที่ อันเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐที่มีความผูกพันโดยตรงกับการขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาสังคม
ดังนั้น จึงมีข้อพิจารณาที่น่าสนใจดังนี้
1.สภาพัฒนาการเมืองมีรากฐานจากสภาองค์กรชุมชนที่มีตัวแทนกระจายทั้ง 76 จังหวัด กอปรกับมีผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนขององค์กรอิสระอีกประมาณหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ในการติดตาม สอดส่อง การดำเนินงานตามแผนพัฒนาการเมือง หน้าที่ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากสำหรับสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เนื่องจากแผนพัฒนาการเมืองมีความละเอียดซับซ้อนถึง 6 ยุทธศาสตร์ (ที่รัฐบาลหรือคณะกรรมการของคุณหมอประเวศ วะสี และท่านอานันท์ ปันยารชุน ควรจะนำมาใช้เพราะหลายเรื่องมีการศึกษาวิจัยรวบรวมไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว) ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามไปยังหมู่สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง 120 คน ว่ามีความรู้ความเข้าใจระดับใดกับแผนพัฒนาการเมือง มีการทำหน้าที่อย่างมีคุณค่าหรือไม่ ที่จะทำให้แผนพัฒนาการเมืองมีชีวิตชีวาเป็นที่ตระหนักและสำเหนียกของหน่วยงานของรัฐและปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง เพราะสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นอาจรู้เรื่องและเข้าใจชุมชนท้องถิ่นของเขาได้เป็นอย่างดี แต่ในมิติทางการเมืองระดับชาติที่ต้องมามีบทบาทในการพัฒนาการเมือง อาจเป็นจุดอ่อนที่ยังไม่สามารถบูรณาการได้อย่างแท้จริง
2.ในพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 มาตรา 41 ได้บัญญัติไว้ว่า
“เมื่อครบกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับให้สภาพัฒนาการเมืองพิจารณาทบทวนว่าสมควรยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้มีการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองเป็นการเฉพาะหรือสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ในประเด็นอื่นหรือไม่” ขณะนี้จะครบกำหนด 3 ปี ในวันที่ 30 ม.ค. 2554 จึงมีการถกแถลงกันมากว่าทิศทางและบทบาทของสภาพัฒนาการเมืองที่เหมาะสมกับสังคมไทยควรเป็นอย่างไร เพราะในระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีคนเข้าใจและเข้าถึงสภาพัฒนาการเมืองได้เท่าไรนัก ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า และมีการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมและเชื่อมโยงเครือข่ายในหลายพื้นที่ของประเทศไทยแล้วก็ตามกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นข้อห่วงใยว่า จะมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่ทำมาแล้วในแนวทางนี้เช่นกัน อาทิ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาองค์กรชุมชน คณะกรรมการส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนา และอีกหลายองค์กรก็มักมุ่งเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายรับฟังความคิดเห็น ซึ่งทำกันเป็นจำนวนมากในเชิงปริมาณ แต่ไม่ค่อยมีคุณภาพและมุ่งเน้นการใช้งบประมาณ การแบ่งปันจัดสรรงบประมาณไปที่กลุ่มเครือข่ายของตนเป็นสำคัญ ตกลงแล้วความเข้มแข็งของประชาชนจะอยู่ตรงไหน หวังว่าไม่ใช่ละครฉากหนึ่งที่แสดงเสร็จแล้วก็จบกันไป
3.ปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาการเมืองจึงอาจตกเป็นภาระอยู่ที่สภาพัฒนาการเมืองนั่นเอง ทำอย่างไรที่จะให้รัฐบาลใช้ประโยชน์จากองค์กรนี้มากขึ้น รวมทั้งองค์กรนี้มีพื้นฐานมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่แล้ว มีเครือข่ายยึดโยงกันไปทั้งประเทศ หากแต่ยังไม่มีพลังเพียงพอที่จะเป็นองค์กรชี้นำทางสังคม ที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับและใช้ประโยชน์จากแผนพัฒนาการเมืองอย่างจริงจัง
ซึ่งแผนพัฒนาการเมืองได้รวบรวมจากความต้องการทางการเมืองของประชาชนหลากหลายเวทีทั่วประเทศและมีความทันสมัยเพียงพอที่จะนำประเทศฟันฝ่าวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองก็ดี ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันก็ดี จริยธรรมทางการเมืองก็ดี
นอกจากนี้แผนพัฒนาการเมืองยังยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างชัดเจน เป็นแนวทางหลักสูงสุดของคนไทยในวันนี้ แต่คนไทยยังใช้ไม่เป็น ยังขับเคลื่อนไม่ได้อย่างแท้จริง
ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าประเทศเราเคยประกาศปฏิญญาว่าด้วยการพัฒนาการเมืองไทยและมีการขับเคลื่อนจากหมู่บ้านจากตำบลสู่จังหวัด จากจังหวัดสู่ประเทศมาแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2550 มีการทำสัญญาประชาคมร่วมกันในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ร่วมกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในยุคเผด็จการเรามักคิดถึงประชาธิปไตย แต่พอในยุคประชาธิปไตยเรามักโหยหาเผด็จการอีกแล้วครับท่าน







