คลื่นลูกใหม่กำลังแรง กติกาตั้งกำแพงสกัด
นับตั้งแต่ฟ้าเปิดเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ให้กลุ่มบุคคลสามารถแสดงเจตนาต่อกกต.เพื่อจับจองชื่อพรรคการเมืองใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
นับตั้งแต่ฟ้าเปิดเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ให้กลุ่มบุคคลสามารถแสดงเจตนาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจับจองชื่อพรรคการเมืองใหม่ได้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560 ส่งผลให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด
บรรยากาศที่ดีขึ้นมานั้นมีผลดีต่อ คสช.และรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสายตาและความสนใจของสังคมจะไปจับจ้องที่ตัวละครทางการเมืองใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ไม่ตกเป็นเป้าเหมือนช่วงที่ผ่านมา
ทว่าภายใต้ประโยชน์ที่ คสช.และรัฐบาลได้รับ ด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างแรงกดดันให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่น้อยเช่นกัน เพราะเมื่อบรรยากาศของการเลือกตั้งได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว เท่ากับเป็นการบีบให้ คสช.และรัฐบาลหรือแม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หมดเหตุที่จะชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้อีก
หาก คสช.ยังดื้อแพ่งเพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไปแบบไม่จบสิ้น แน่นอนว่าย่อมสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นมาและเปิดหน้าชกกับฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งโดยไม่จำเป็น
แต่ถึงที่สุดแล้วเชื่อว่า คสช. ไม่น่าจะเลือกเดินเข้ากองไฟ เนื่องจากตอนนี้ตัวเองกำลังกุมความได้เปรียบเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะ ในระหว่างนี้ คสช.เองก็ได้เห็นตัวละครใหม่ๆ เพิ่มขึ้นผ่านการจองชื่อพรรคการเมืองของกลุ่มบุคคล หลายกลุ่ม
สำหรับกลุุ่มบุคคลที่เข้าแสดงเจตนาต่อ กกต.เพื่อขอตั้งพรรคการเมือง ณ เวลานี้ สามารถ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มสำคัญ
1.กลุ่มเชียร์ คสช. ซึ่งประกาศชัดเจนตลอดมาว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เพื่อให้ คสช.สานงานต่อให้จบภารกิจ เช่น พรรคประชาชนปฏิรูป ของ "ไพบูลย์ นิติตะวัน" พรรคพลังชาติไทย ที่นำโดย "พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์" อดีตทีมงานของ คสช.ที่ร่วมเตรียมงานการปฏิรูปประเทศมาก่อน รวมไปถึงพรรคมวลมหาประชาชน ซึ่งเป็นการต่อยอดกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
2.กลุ่มอดีตนักการเมือง อาจจะยังไม่ค่อยมีใครออกตัวแรงมากนัก โดยเวลานี้เห็นแต่เพียงพรรคพลังพลเมือง ที่มี "สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์" อดีต สส.พรรคไทยรักไทยรุ่นก่อตั้ง เป็นโต้โผใหญ่ แต่ในระยะยาวก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่อาจมีกลุุ่มคนในพรรคเพื่อไทยแยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองเอง หากมองเห็นว่าการอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อจะทำให้เกิดศัตรูเพิ่มมากขึ้น
3.กลุ่มหน้าใหม่โดยแท้ ดูโดดเด่นที่สุดต้องยกให้กับ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" รองประธานกรรมการบริหารไทยซัมมิทกรุ๊ป โดยเมื่อไม่นานมานี้ยอมรับว่าให้ความสนใจงานการเมือง อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะตั้งพรรคการเมืองใหม่อย่างเป็นทางการหรือไม่ แต่เวลานี้ก็เริ่มได้รับความสนใจพอสมควร หลังจากเจ้าตัวเริ่มแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับปัญหาและทางออกของประเทศผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์
แต่กระนั้นภายใต้ความคึกคักของบรรยากาศประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ กำลังมีคำถามว่าพรรคการเมืองป้ายแดงจะมีโอกาสได้แจ้งเกิดในการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เนื่องจากกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งของประเทศทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ที่กำลังจะผ่าน สนช.ในอีกไม่กี่วันนี้ ไม่ค่อยส่งเสริมพรรคการเมืองมากเท่าไรนัก
มองไปยัง "รัฐธรรมนูญ" ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ออกแบบการเลือกตั้งให้เป็น "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" ใช้บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส. บัญชีรายชื่อ
ระบบดังกล่าวบีบให้พรรค การเมืองต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงในเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่ออย่างน้อยจะได้คะแนนในฐานะคนแพ้เพื่อมาช่วยให้พรรคได้ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีการคำนวณกันออกมาคร่าวๆ แล้วว่าต้องให้ได้ 7 หมื่นคะแนนถึงจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามว่าพรรค หน้าใหม่จะมีโอกาสไปได้ถึง 7 หมื่นคะแนนหรือไม่ ในเมื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว ไม่ใช่สองใบเหมือนในอดีตที่สามารถแบ่งเสียงของตัวเองออกเป็นการเลือกคนที่รักและเลือกพรรค ที่ชอบได้
เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พบว่าซ่อนเล่ห์กลไว้ที่กระทบต่อการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองพอสมควร
โดยเฉพาะการไม่ให้พรรคการเมืองมีหมายเลขหาเสียงเลือกตั้งหมายเลขเดียวเหมือนในอดีตที่เมื่อพรรคการเมืองใดจับสลากได้เบอร์ใดก็จะใช้เบอร์นั้นหาเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็น สส.แบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ
รูปแบบใหม่ที่กำหนดขึ้นมามีผลต่อรูปแบบการหาเสียงของพรรคการเมืองที่จะเกิดความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ตามหลักการแล้วการเลือกตั้งควรเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย
จากกติกาทั้งหมดอาจเรียกได้ว่าโอกาสที่สภาจะได้เห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ คงต้องรอต่อไป ในเมื่อกติกาของประเทศยังเป็นตัวปัญหาต่อไป


