ลัทธิอิทธิพลนิยม
ความเป็นดาวร้ายของข้าราชการเหล่านี้ สมควรที่จะได้รับการประณามอย่างสูงสุด เพราะมาเป็นดาวร้ายกับชาวบ้าน แทนที่ชาวบ้านจะได้พึ่ง.....
ความเป็นดาวร้ายของข้าราชการเหล่านี้ สมควรที่จะได้รับการประณามอย่างสูงสุด เพราะมาเป็นดาวร้ายกับชาวบ้าน แทนที่ชาวบ้านจะได้พึ่ง.....
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
การกดขี่ข่มเหงคือสาเหตุสำคัญของการเกิดผู้มีอิทธิพลขึ้นในสังคม ทั้งในแง่ของการสร้างอิทธิพลขึ้นมาเพื่อกดขี่ข่มเหงผู้อื่น หรือเรียกร้องหาผู้มีอิทธิพลเพื่อมาให้ความคุ้มครองตนเองให้พ้นภัยจากการกดขี่ข่มเหงทั้งหลาย
สมัยหนึ่งภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องเดอะก็อดฟาเธอร์เป็นที่โด่งดังมาก จนต้องมีการสร้างออกมาถึง 3 ตอนในทำนองมหากาพย์ ผู้แต่งคือ มาริโอ ปูโซ กำกับโดย ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ซึ่งทำให้ อัล ปาชิโน ที่แสดงเป็นดอนคอลิโอเน ดังสุดๆ ไปด้วยเช่นกัน
“ธรรมะ” หรือข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ชุดนี้ก็คือ “ไม่มีใครใหญ่ค้ำฟ้า” เพราะท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นดอนคอลิโอเนเอง หรือบรรดาเจ้าพ่อต่างๆ ก็ต้องตายด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่จะตายสวยหรือไม่สวยเท่านั้น โดยที่ดอนคอลิโอเนตายอย่างน่ารักและมีความสุขมาก เพราะตายในสวนดอกไม้หลังบ้านขณะที่กำลังวิ่งเล่นกับหลานด้วยอาการหัวใจวาย แต่คนอื่นๆ ต้องตายอย่างอเนจอนาถและสะใจ อันทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่ตราตรึงด้วยฉาก “เหี้ยมๆ” ดังกล่าว
ความจริงภาพยนตร์เรื่องนี้ควรจะมีชื่อว่า “เดอะมาเฟีย” เพราะเป็นเรื่องราวของตระกูลมาเฟียอิตาลี ที่มามีชื่อเสียงอยู่ในนิวยอร์ก ในยุค ค.ศ. 1945-1969 ที่ผู้แต่งคือปูโซได้นำต้นแบบมาจาก “ชาร์ลส์ ลัคกี้ ลูเซียโน” หัวหน้ามาเฟียใหญ่ในยุคนั้นมาเป็นเนื้อหาหลักในนิยายเรื่องนี้ แต่ได้นำมาเขียนให้ “หวือหวาน่าอ่าน” ตามแนวทุนนิยมเพื่อให้ขายได้และขยายผลจนไปสร้างเป็นภาพยนตร์ดังกล่าว
ผู้เขียนโชคดีที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้กับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยไปเช่าวิดีโอมาดู จึงได้ความรู้ว่าคนอิตาเลียนกับคนไทยนั้นมีอะไรที่คล้ายกันหลายๆ อย่าง และอย่างหนึ่งนั้นก็คือสังคมของผู้คนที่นิยมการมี “เจ้าพ่อ”
หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงแล้ว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์คงสังเกตสีหน้าผู้เขียนว่ายังตื่นตระหนกด้วยความไม่เข้าใจในอะไรต่างๆ (ที่จริงยังรู้สึกตื่นเต้นในฉากการฆ่าฟันที่สยดสยองนั้นมากกว่า) จึงตั้งปุจฉาว่า “เอ็งรู้ไหมก็อดฟาเธอร์แปลว่าอะไร” ซึ่งพอเห็นผู้เขียนยังคงตาค้างอยู่ ท่านจึงได้อธิบายต่อไปโดยไม่รอคำตอบ
ท่านบอกว่าคำนี้คนไทยอาจจะเรียกว่า “พ่อทูนหัว” แต่เข้าใจไปในทางว่าผู้เป็นที่
รักในแบบสาวรักหนุ่ม จึงเรียกชายคนรักว่า “พ่อทูนหัว” แต่ความจริงนั้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคริสต์ศาสนิกชนในหลายๆ แห่ง ที่เมื่อมีครอบครัวและมีลูกก็จะไปเชิญ “ผู้ใหญ่” อันเป็นที่เคารพนับถือของครอบครัวมาร่วมพิธีในการรับขวัญลูกที่ชาวคริสต์เรียกว่า “แบ็บไตท์” (แปลว่าการชำระล้างโดยจะอุ้มเด็กจุ่มลงในอ่างน้ำต่อหน้าบาทหลวงแล้วขอพร) เหมือนกับคนไทยในบางพื้นที่ เช่น ภาคอีสาน จะเอาลูกไป “ประเคน” ต่อหน้าพระภิกษุที่เคารพนับถือเพื่อขอพรให้เด็กนั้นแข็งแรงและเลี้ยงง่าย คนอีสานหลายคนจึงมีชื่อว่า “บักเคน” อย่างนี้เป็นต้น
ก็อดฟาเธอร์ในภาษาอิตาเลียนเรียกว่า “ดอน” ซึ่งดอนคอลิโอเนก็เป็นที่เคารพนับถือของคนอิตาเลียนในนิวยอร์กยุคนั้นในลักษณะเดียวกัน โดยผู้สร้างได้นำมาเล่าประวัติย้อนหลังในภาค 2 ให้เห็นว่าดอนคอลิโอเนนั้นเป็นมาเฟียด้วยความจำเป็น เริ่มจากต้องหนีมาจากเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี ตามลำพังเมื่ออายุราว 10 ขวบ เพราะครอบครัวถูกไล่ล่าจาก “ดอน” คนหนึ่งในพื้นที่ (ซึ่งตอนหลังดอนคอลิโอเนก็กลับไปกะซวกท้องทวงแค้นคืนได้อย่างสะใจ) ก็ได้อาศัยคนอิตาเลียนที่อพยพมาก่อนหน้านั้นเลี้ยงดูจนโตเป็นหนุ่มก็แต่งงาน บังเอิญได้ไปรับรู้ว่าเพื่อนบ้านถูกมาเฟียที่คุมอยู่ถิ่นนั้นรังแกจึงแก้แค้นให้ และด้วยชื่อเสียงของความกล้าหาญ จริงใจ และฉลาดในการ “แก้ปัญหา” จึงทำให้ชาวบ้าน “บอกต่อ” และมาใช้บริการของดอนคอลิโอเนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นมาเฟียขึ้นมาอีกคนหนึ่ง แต่มีภาพในด้านดีค่อนข้างมาก จึงเรียกในทำนองชื่นชมว่า “ก็อดฟาเธอร์” โดยมีฉากที่คนทั้งหลายเดินเรียงแถวยาวเหยียดมาก้มจูบที่มือของดอนคอลิโอเน อันเป็นภาพที่จะเห็นได้ก็แต่ในพิธีแบ็บไตท์เท่านั้น
สุนทรภู่แต่งกลอนที่ชื่อว่าเพลงยาวถวายโอวาท มีบทหนึ่งกล่าวว่า “อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรัก” ก็สะท้อนความเป็นสังคมแห่งการพึ่งพิงของคนไทย เพราะในสังคมไทยนั้นถ้าใครไม่มี “เจ้านาย” ให้การคุ้มครองดูแลก็จะทุกข์ร้อนประหนึ่งว่า “ไร้ญาติขาดอีโต้” เพราะ “ญาติ” คือผู้ที่ให้ความมั่นใจในความช่วยเหลือได้ดีที่สุด ในขณะที่ “อีโต้” ก็คือเครื่องมือสารพัดประโยชน์ของคนไทยที่เป็นสังคมเกษตรกรรม (ใครที่ไม่ทราบก็ขออธิบายว่าอีโต้นี้ก็คือมีดขนาดใหญ่เหมาะมือ ที่มีสันหนาๆ ทำให้มีน้ำหนักพอดี ส่วนด้านที่มีคมก็คมพอประมาณ ใช้ตัด สับ ฟัน และเหลาวัตถุต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว) บางพื้นที่อาจจะเรียกอีโต้นี้ว่า “พร้า” อย่างที่มีสำนวนไทยว่า “เข้าป่าอย่าลืมพร้า”
คำที่ใกล้เคียงกับก็อดฟาเธอร์ที่คนไทยใช้น่าจะเป็นคำว่า “พ่อพระ” (เนื่องจากคำว่าพ่อทูนหัวถูกใช้ไปในความหมายอื่นดังกล่าว) เพราะคนที่พึ่งได้ถึงขนาดมอบกายถวายชีวิตให้แก่กันและกันได้ควรที่จะได้รับการยกย่องถึงขั้นนั้น ซึ่งฝรั่งเขาถือว่าเป็น “ก็อด” หรือ “พระเจ้า” นั่นเลยทีเดียว แต่เนื่องจากศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้า โดยมักจะหันไปนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น เช่น ผีสางเทวดาร่วมด้วย จึงนำไปเอาเจ้าที่|เจ้าทางต่างๆ มาใช้ แล้วเรียกว่า “เจ้าพ่อ” ดังที่มีคนแปลคำว่า “มาเฟีย” ว่าคือ “เจ้าพ่อ” คำว่าเจ้าพ่อจึงออกไปในแนวโหดๆ ชั่วๆ อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
สมัยผู้เขียนเด็กๆ รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลในทางชั่วร้ายนี้อย่างจริงจัง โดยเรียกคนเหล่านี้อีกอย่างหนึ่งว่า “ผู้กว้างขวาง” พอผู้เขียนเป็นวัยรุ่นก็มีศัพท์เรียกคนจำพวกนี้ว่า “ขาใหญ่” หรือคนสมัยนี้อาจจะเรียกในแนวหน่อมแน้มว่า “ขาโจ๋” แต่คนเก่าๆ ก็มักจะเรียกคนเหล่านี้อย่างสนิทสนมว่า “เฮีย” ที่แปลว่า “พี่”
แต่ถ้าในหมู่นักการเมืองหรือแวดวงราชการจะเรียกคนแบบนี้ว่า “ท่าน” จนกระทั่ง “พะนะท่าน”
ในประเทศไทยผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มักจะ “ซื้อ” ความคุ้มครองจากคนมีสีด้วยอีกชั้นหนึ่ง เป็นเหตุให้ต่อมาคนมีสีเหล่านั้นก็กลายเป็น|ผู้มีอิทธิพลร่วมด้วย อย่างที่มีชื่อ “เสธ.” “สารวัตร” “ผู้กอง” หรือ “จ่า” ต่างๆ เกิดขึ้นในวงการเป็นจำนวนมาก แต่ว่าจะเป็นไปในแนว “ดาวร้าย” ไปทั้งหมด
ความเป็นดาวร้ายของข้าราชการเหล่านี้ สมควรที่จะได้รับการประณามอย่างสูงสุด เพราะมาเป็นดาวร้ายกับชาวบ้าน แทนที่ชาวบ้านจะได้พึ่ง แต่กลับไปรับใช้คนเลวๆ ด้วยกัน จนเป็นเหตุให้บ้านเมืองปั่นป่วนเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่มาเอาใจใส่ด้านความมั่นคงและพิทักษ์สันติราษฎร์
แตงโมเน่าและมะเขือเทศเละๆ จึงเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด!


