
รุ่นใหม่วัยฝัน วันที่ดนตรียังสวยงาม
อุตสาหกรรมบันเทิงไทย หากแยกนับเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับดนตรีร่วมสมัยยังมีความน่าตื่นเต้นและหอมหวนอยู่สำหรับวัยรุ่นคนรุ่นใหม่
โดย พรเทพ เฮง ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล / คลังภาพโพสต์ทูเดย์
อุตสาหกรรมบันเทิงไทย หากแยกนับเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับดนตรีร่วมสมัยยังมีความน่าตื่นเต้นและหอมหวนอยู่สำหรับวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ที่สนุกกับความท้าทายเพื่อก้าวไปให้ถึงจุดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นป๊อปสตาร์
ล่าสุดก็มีปรากฏการณ์ของวงเกิร์ลกรุ๊ประดับไอดอลของไทยที่มีชื่อว่า BNK48 กลายเป็นที่ติดตามของคนฟังเพลงป๊อปร่วมสมัย ไม่จำเพาะอยู่ที่วัยรุ่น คนทั่วไปทุกเพศทุกรุ่นต่างฟังเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” และคอยรอชมการแสดงของพวกเธอ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก สร้างกระแสความเป็นวงยอดนิยมของปี 2560 ได้อย่างไม่มีข้อสงสัย
ย้อนหลังกลับไป หากนับจากปี 2538 ที่มีการก่อตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลขึ้นมา ถือเป็นหลักหมายสำคัญถึงการเรียนการสอนดนตรีในระดับอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ แยกออกมาเป็นคณะอย่างชัดเจนไม่ได้เป็นเพียงวิชาเอกหรือภาควิชาในคณะการเรียนอื่นๆ ในระดับมหาวิทยาลัย ต่อมาในปี 2544 ก็มีการเปิดสอนเตรียมอุดมดนตรีในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นมา
ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยเปิดเรียนเปิดสอนเกี่ยวกับดนตรี ทั้งที่เป็นคณะและภาควิชาอยู่ทั่วประเทศ เพื่อผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตอยู่เกือบ 20 แห่งทั่วประเทศ
ในอุตสาหกรรมบันเทิงและธุรกิจดนตรีที่ก้าวสู่ยุคออนไลน์และสตรีมมิ่งเพื่อก้าวสู่โลกดิจิทัล แต่ไฟฝันของเด็กที่รักดนตรีและเรียนดนตรีก็ยังมีอยู่ จากรุ่นต่อรุ่นเปลี่ยนผ่านไปอยู่เสมอ
ตามฝันสาววิทยาลัยดุริยางคศิลป์
นักเรียนในชั้นเตรียมอุดมดนตรีในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 “ไอรีน” อุรัสยา มาลัยวงศ์ ซึ่งเรียนในแผนกดนตรีตะวันตก เอกมิวสิคัล เธียเตอร์ และมีความฝันที่จะทำงานในวงการดนตรีทางด้านการร้องเพลงและการแสดง ถือเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นไต่บันไดฝันของตัวเอง
“ตอนแรกหนูเรียนดนตรีอยู่แต่เป็นเอกไวโอลิน ที่โรงเรียนนาฏศิลป์กรุงเทพฯ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ รู้สึกว่าชอบร้องเพลงมากกว่า ก็เลยอยากมาเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่ชอบดนตรีและร้องเพลง เพราะพ่อกับแม่ชอบร้องเพลง เวลาดูละครโทรทัศน์ก็ติดเพลงในละคร เลยชอบร้องเพลง พ่อชอบฟังคาราบาว แม่ชอบลูกทุ่ง หนูก็แยกออกมาฟังเพลงป๊อปเลย
ไอรีน บอว่า ตอนเด็กๆ มองนักร้องนักดนตรีเป็นไอดอล อยากเป็นแบบเขา อยากเป็นไอดอลให้คนอื่นได้บ้าง
“ตอนเด็กๆ ที่เรียนไวโอลิน หนูดูหนังซีซั่นเชนจ์ นางเอกเขาเล่นไวโอลินแล้วสวย หนูก็เลยอยากเล่นบ้าง จึงเลือกเล่นไวโอลิน แต่พอไปๆ มาๆ คิดว่าไม่ใช่ เพราะต้องมานั่งซ้อม รู้สึกว่าการร้องเพลงสบายกว่า แล้วคนดูเข้าถึงง่ายกว่าดีกว่า ตอนแรกคิดว่าร้องเพลงง่ายกว่า พอมาเรียนจริงๆ กลับซับซ้อนมีหลายอย่างมาก”
เธอบอกว่าโดยส่วนตัวชอบทุกอย่างที่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการบันเทิงการแสดง และเคยแสดงมิวสิควิดีโอเพลง "นางฟ้ากินเก่ง" (Chubby Angel) ของวงเชอร์รี่ บอย
“มองวงการเพลงร่วมสมัยเมืองไทยว่า เดี๋ยวนี้ทุกคนแต่งเพลงกันเองทำออกมาแล้วลงเผยแพร่ได้เลย ก็เลยดูง่าย ตอนนั้นก็ไปแคสต์แล้วผ่าน ก็ไปถ่ายทำกับเขา 3 วัน หนูชอบการถ่ายเอ็มวีมาก เพราะปกติเราร้องเราต้องคิดอารมณ์เอง แต่นี่มีเพลงให้ เวลาเราแสดงก็ค่อยๆ ฟังเพลงและทำอารมณ์ไปกับเพลง อินง่าย มีเพลงประกอบกับการแสดง
สำหรับการร้องเพลง การตีความเพลงจะยาก คือการที่ทำให้คนดูอินไปกับสิ่งที่เราร้องมันยาก ตอน ม.4 ที่เพิ่งเข้ามาก็คิดอยู่อย่างเดียวว่าร้องให้เพราะก่อน ตอนนี้พอ ม.6 แล้วต้องตีความได้แล้ว อนาคตอยากเป็นนักแสดงนักร้องอะไรก็ได้ที่มีคนรู้จักเยอะๆ ได้ไปแสดงให้คนดู เป็นด้านไหนก็ได้”
เพื่อนร่วมรุ่นที่มาเรียนดนตรีต่างก็มีเป้าหมายหลากหลาย ไอรีน ขยายภาพให้เห็นความเป็นไปว่า อย่างพี่ปริญญาตรีที่ต่อที่นี่ก็มีด้านธุรกิจดนตรี ด้านดนตรีศึกษา ไปเป็นอาจารย์โดยตรง ดนตรีพาณิชย์ ไปเป็นเจ้าของกิจการเอง
“ที่นี่มีความพิเศษคือ เป็นโรงเรียนเตรียมเรียนดนตรีโดยตรง จริงๆ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับดนตรีและทุกอย่างๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ ม.4 ม.5 ม.6 โชคดีที่ได้มาเรียนรู้ก่อนว่า การขับร้องอย่างไร การแสดงต่อหน้าคนดูอย่างไร เหมือนเราชินและเจนเวที ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีถ้าจะต่อไปสู่การแสดงหรือการร้องเพลงหรือดนตรี
อย่างหนูจะไปสายป๊อปมากกว่า เวลาเราร้องออกมาจะบอกได้เลยว่าเนื้อเสียงของคุณจะไปสายไหน เราฟังก็จะบอกได้เลยว่าเพื่อนคนนี้จะเหมาะหรือไปกับสายไหนได้ หนูเขียนเนื้อเพลงแต่งเพลงเองก็พอได้ แต่หนูเป็นคนที่คิดคอร์ดไม่เก่ง เป็นแนวกึ่งๆ ไอดอลเกาหลี ประมาณนั้น”
ตอนนี้ไอรีนกำลังลุ้นเพื่อจะได้มีโอกาสเข้าไปเป็นสมาชิกของ BNK48
“หนูก็มีการแคสต์เข้าไปเหมือนกัน เป็นรุ่นที่ 2 แต่ยังไม่ทราบผล วงนี้น่ารักดีเหมือนเป็นตัวแทนของประเทศไทย ตอนนี้คู่แข่งเยอะ ก็มีท้อบ้าง หนูเป็นคนที่ไปแคสต์งานเยอะ บางทีแคสต์ไป 10 งานไม่ได้เลยก็มี แต่ไม่เป็นไร แม่ก็ให้คิดว่าโฟกัสเรื่องเรียนไปก่อน
มีแต่คนบอกว่าหนูไม่มีพรสวรรค์ แต่หนูเชื่อว่าหนูมีพรแสวง หนูเป็นอะไรก็ได้แค่อยากแสดงให้คนดูเห็น จริงๆ หนูอยากทำให้ครอบครัวภูมิใจมากกว่า ก่อนที่จะเบนมาสายนี้ก็คิดไว้นานแล้ว พ่อกับแม่ก็ห่วง อยากจะให้เรียนบัญชีหรือบริหาร คิดในใจว่าหนูทำแล้วหนูจะทำให้ได้”
อาชีพนี้ถ้าเข้ามาแล้วก็มีผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ต้องค่อยๆ โต ตอนนี้เธอบอกว่าเสมือนมาเรียนรู้งานก่อน แม้จะมีผลตอบแทนน้อยในช่วงแรก
“ตอนนี้ก็สอนเด็กเล็กเล่นเปียโนกับร้องเพลงอยู่ ซึ่งอยากทำงานในสายบันเทิง ถ้าเกิดวันหนึ่งไม่ได้เป็นดาราหรือนักร้องจริงๆ ก็อยากทำงานโฆษณาหรือเป็นดีเจอะไรอย่างนี้ มันก็มีความสุขเหมือนกัน การเป็นซัมบอดี้ในวงการบันเทิงยาก มีคนแข่งขันเยอะ เราต้องฝึกฝนเยอะ และมีคนรุ่นใหม่ไล่หลังตามมาอยู่ตลอด ไม่มีวันจบต้องฝึกฝนไปเรื่อยๆ เพื่อสู่ความเป็นมืออาชีพ
เวทีประกวดร้องเพลงที่มีเยอะมาก หนูมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คนหลากหลายประเภทได้เข้าไป ส่วนจะดังไม่ดังอยู่ที่เราจะทำอย่างไรมากกว่า แต่ละคนก็จะมีสายทางของตัวเอง”
ท้ายสุด ไอรีน มองว่าทำงานตรงนี้ก็ได้รู้หลายๆ มุมของวงการร้องเพลงและบันเทิง เป็นความท้าทายและสนุก เตรียมพร้อมอย่างมุ่งมั่นเพื่อเดินไปให้ถึงฝันของตัวเธอเอง
ภาพยนตร์แห่งแรงบันดาลใจ
“ต้น” นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์รักโรแมนติก-คอมเมดี้ “Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” ที่ลงโรงฉายในปี 2549 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่มาเรียนดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งต้องฝ่าฟันเพื่อตามความฝัน ต่อสู้กับทัศนคติด้านลบของพ่อแม่โดยทั่วไปที่มองการเรียนดนตรีไม่มีอนาคตที่ชัดเจน
“ตอนทำหนังเรื่องนี้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โจทย์ที่วางไว้คือมองจากชีวิตของตัวเอง เพราะรู้สึกตื่นเต้นและทึ่งที่มีวิทยาลัยสำหรับให้เด็กวัยรุ่นได้เรียนดนตรีแบบเฉพาะทาง ซึ่งเป็นความฝันที่คล้ายกับเด็กที่ชอบดูหนังและอยากเรียนทำหนัง ซึ่งมักจะถูกพ่อแม่ทัดทานว่าเรียนแล้วจบไปจะทำอะไร แต่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ทำให้ทุกอย่างพัฒนาและเห็นเป็นรูปธรรมว่าเด็กสามารถเรียนดนตรีและมีงานรองรับในอนาคต ทำให้การเรียนดนตรีในปัจจุบันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”
จากความประทับใจตรงนั้น เขาก็ผูกมาเขียนบทภาพยนตร์และถูกสร้างออกมาประสบความสำเร็จ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กที่อยากเรียนสายตรงดนตรี รวมถึงบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ได้ชมก็เริ่มมีทัศนคติด้านบวกถึงความฝันในการเรียนดนตรีของลูกหลาน เวลาผ่านไป 10 กว่าปี หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้น นิธิวัฒน์ มองว่า
“ในยุค 10-20 ปีที่แล้ว เด็กวัยรุ่นที่อยากเรียนดนตรีไม่สามารถตอบกับพ่อแม่ชัดเจนว่าเรียนดนตรีแล้วจะไปทำอะไร เพราะช่องทางในอุตสาหกรรมบันเทิงมีอยู่จำกัด ซึ่งต้องมีคอนเนกชั่นและรู้วงในพอสมควรในการที่จะเข้าไปทำงาน อย่างทำอัลบั้มเพลงจะไปนำเสนอค่ายเพลงจะเข้าไปอย่างไร ช่องทางไหน แต่ปัจจุบันสามารถนำมาโพสต์หรือสร้างช่องทางในการเผยแพร่ผลงานของตัวเองออกมาได้
แต่เมื่อเผยแพร่ง่ายก็มีคู่แข่ง เพราะฉะนั้นตัวจริงที่มีความเข้มข้นในดนตรีหรือร้องเพลงก็จะอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งสมัยก่อนจะยากมาก ตรงนี้ทำให้ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่เห็นได้ง่ายขึ้น”
เมื่อถามว่า “Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” จะมีภาค 2 หรือไม่? เขาบอกว่าไม่มีแน่นอน เพราะมันจบไปแล้วตั้งแต่ทำภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ เป็นภาพยนตร์ปลายเปิดอยากให้คนดูได้มีจินตนาการของตัวเองว่า ตัวละครในภาพยนตร์จะไปมีอนาคตอย่างไรบนเส้นทางดนตรีที่ตัวเองเลือกตามฝัน
โลกจริง...อนาคตของคนเรียนดนตรี
"พิซซ่า" ชัยบรรฑิต พืชผลทรัพย์ มือเบสสมาชิกวงดนตรีพราว อดีตวงดนตรีชื่อดังยุคอัลเทอร์เนทีฟร็อกของไทยในทศวรรษที่ 2530-2540 ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำสาขาดนตรีเชิงพาณิชย์ คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มองว่าคนรุ่นใหม่หันมาสนใจและเรียนดนตรีและขับร้องเพิ่มมากขึ้น
“ถ้านับระยะยาวที่ผ่านมา เช่น ในช่วง 10 ปีนี้ ถือว่าเพิ่มขึ้นนะ แต่ถ้าจากข้อสังเกตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ จะพบว่าอัตราลดลงเล็กน้อย อาจมีสาเหตุจากจำนวนเด็กตามสัดส่วนประชากรตามวัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยลดลง และมหาวิทยาลัยด้านดนตรีมีจำนวนเพิ่มขึ้น เกิดการแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วยังคิดว่าภาพรวมมีจำนวนรวมมากขึ้นอยู่ดี”
สำหรับทัศนคติเกี่ยวกับดนตรีและการเรียนดนตรีในมุมมองของคนในสังคมไทยในปัจจุบัน พิซซ่า ชัยบรรฑิต มองว่าดีขึ้นมากๆ
“ถ้าจะเทียบกับยุคสมัยที่ผมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้ตัวเองจะรักดนตรีขนาดไหน แต่ก็ไม่อยากให้ผู้ปกครองลำบากใจ คือเลือกสาขาวิชาอย่างวิศวะหรือสถาปัตย์มากกว่า แต่คนยุคนี้เข้าใจเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตในสาขาต่างๆ มากขึ้น
พ่อแม่รุ่นใหม่มองภาพความเป็นนักดนตรีหรือบุคลากรในวงการดนตรีมีภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้น และที่เห็นได้ชัดจากการพูดคุยกับผู้ปกครอง คือเขาจะให้ความสำคัญกับความต้องการและความตั้งใจของน้องๆ มาก แตกต่างจากคุณพ่อคุณแม่ในยุคเบบี้บูม”
วัยรุ่นกับความใฝ่ฝันที่จะเป็นป๊อปสตาร์หรือนักร้องนักดนตรีชื่อดังมีมาเหมือนกันทุกยุคสมัย สังคมไทยมีความก้าวหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสายตาของเขาเท่าที่ได้ประสบมาโดยตรง
“ในมุมมองที่สัมผัส คือลูกศิษย์ตัวเองในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา หลักๆ คือน้องๆ สนใจที่จะสามารถมีอาชีพในการเลี้ยงตัวเองได้เป็นอันดับแรก แต่ถ้ามีโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงตนเองให้เป็นที่รู้จักได้ก็จะพยายามไปถึงจุดนั้น แต่สามารถพูดได้ว่าพื้นฐานลูกศิษย์ที่คณะไม่ใช่พวกอยากดังขนาดนั้น เพียงแต่ชื่อเสียงจะช่วยส่งเสริมให้เค้ามีโอกาสในอาชีพมากขึ้น มีคนได้เห็นคุณภาพเห็นความสามารถ และได้รับความสนใจจากผู้จ้างงานมากขึ้นในฐานะนักร้อง
ส่วนพวกที่เป็นวงดนตรีและแต่งเพลงกันเอง อันนี้อยากบอกว่าชื่นชมน้องๆ ที่เรียนด้านดนตรีจากทุกสถาบัน น้องๆ ทำงานที่ออกมาได้ดี มีความเป็นอิสระทางความคิดมากขึ้น เนื่องจากยุคสมัยที่หลุดพ้นจากการชี้นำของสื่อหรือค่ายเพลง สร้างกลุ่มคนฟังจากกลุ่มเล็กๆ ยอมอดทนไปแสดงดนตรีตามที่ต่างๆ โดยที่อาจจะได้ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อย หรืออาจจะไม่ได้เลยก็ตาม
สรุปโดยความเห็นส่วนตัว คือมีความก้าวหน้าทางด้านคุณภาพนักร้องนักดนตรี การสร้างผลงาน ทัศนคติที่ดีและความตั้งใจที่มีต่อวงการดนตรี แม้จะสวนทางกับธุรกิจดนตรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ตาม”







