
‘อภิสิทธิ์’แย้มอาจใช้ภาษีแก้เงินร้อนเก็งกำไรค่าบาท
เงินบาทแข็งไม่หยุด นายกฯ แย้มอาจจะใช้มาตรการภาษีสกัดเงินทุนไหลเข้า
เงินบาทแข็งไม่หยุด นายกฯ แย้มอาจจะใช้มาตรการภาษีสกัดเงินทุนไหลเข้า
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานบทสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ต.ค.โดยผู้สื่อข่าวของบลูมเบิร์กถามว่า รัฐบาลไทยจะทำตามประเทศบราซิลบังคับเก็บภาษีกับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือครองพันธบัตรและเงินบาทเพื่อจำกัดการไหลเข้าของเงินหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยกำลังหารือในเรื่องดังกล่าว แต่รัฐบาลจะไม่ผูกติดตัวเองกับวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงอย่างเดียว ไทยได้บทเรียนถึงข้อดีและข้อเสียของการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินตราต่างประเทศแล้ว และไม่เห็นด้วยนักกับการใช้วิธีการดังกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้ จึงซึ่งมีความจำเป็นที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปจับตาดูการเก็งกำไรค่าเงินที่มีลักษณะผิดปกติในตลาดอย่างใกล้ชิดด้วย ซึ่งได้ออกมาตรการบางอย่างเพื่อดูแลไปแล้ว และยังมีอีกบางมาตรการที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อีก โดยอาจต้องผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกไปแล้ว
แต่เมื่อถูกถาม
นักค้าเงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ขณะนี้คาดการณ์ทิศทางค่าเงินบาทได้ลำบากมาก ระบุแนวต้านไม่ได้ ไม่ทราบว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปที่ระดับใด ดังนั้น ขณะนี้จึงคาดการณ์เงินบาทเป็นตัวเลขกลมๆ เช่น 29.85 หรือ 29.80 หรือ 29.75 บาท/เหรียญสหรัฐ
สำหรับค่าเงินบาทวันที่ 7 ต.ค. ยังคงแข็งค่าทำสถิติใหม่ที่ระดับ 29.85 บาท/เหรียญสหรัฐ บวกลบเล็กน้อย
ทั้งนี้ จากต้นปีถึง 6 ต.ค.มีเงินทุนไหลเข้ามาซื้อหุ้นและตราสารหนี้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสมรวมกัน 2.7 แสนล้านบาท หรือราวๆ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ 8 เดือนแรก ดุลการค้าเกินดุล 6,840 ล้านเหรียญสหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 6,630 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ดูดีมาก เป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่า
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย กับสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก ของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า รัฐบาลไทยอาจต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกชาวไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องเข้าไปจับตาดูการเก็งกำไรค่าเงินที่มีลักษณะผิดปกติในตลาดอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้พวกนักเก็งกำไรฉวยโอกาสแสวงประโยชน์จากการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินบาท ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลได้นำหลายมาตรการมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และยังมีอีกบางมาตรการที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อีก โดยอาจต้องผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับปริมาณเม็ดเงินที่ถือครองได้ รวมถึงกฎระเบียบด้านการส่งออกเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ส่งสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
แต่เมื่อถูกถามว่า รัฐบาลไทยจะเดินตามรอยของประเทศบราซิล ในการบังคับเก็บภาษีกับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือครองพันธบัตรและเงินบาทเพื่อจำกัดการไหลเข้าของเงินหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยกำลังหารือในเรื่องดังกล่าว แต่รัฐบาลจะไม่ผูกติดตัวเองกับวิธีใดวิธีการหนึ่งเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยได้รับรู้ถึงข้อเสียและบทเรียนของการควบคุมการไหลเวียนของเงินตรามาแล้ว และไม่เห็นด้วยนักกับการใช้วิธีการดังกล่าว
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในวันนี้ (7 ต.ค.) ว่า ปิดตลาดที่ระดับ 29.87/89 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าจากช่วงเช้าที่ระดับ 29.90 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดเงินบาทปรับตัวลงไปทำนิวโลว์ที่ระดับ 29.86 บาท/ดอลลาร์
"เงินบาทยังคงมีแนวโน้มปรับตัวแข็งค่าในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า และเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) เข้ามาดูแลเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ปรับตัวแข็งค่าเร็วเกินไป"







