
ตร.ทางหลวงแจงคดีดังไม่ใช่ด่านลอย แต่เรียก"การตรวจการณ์"
รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ชี้เเจงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ไม่มีด่านลอย แต่เป็นลักษณะ "การตรวจการณ์"
รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ชี้เเจงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ไม่มีด่านลอย แต่เป็นลักษณะ "การตรวจการณ์"
กรณี น.ส.อรวี ชูชื่น อายุ 27 ปี ประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกชนท้ายขณะขับรถยนต์อยู่บนถนนสาย 347เส้นทางบางปะหัน-บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีการอ้างว่า ตำรวจทางหลวงเดินมากลางถนนเพื่อโบกรถสิบล้อที่อยู่ด้านหลังให้หยุด ทำให้รถดังกล่าวเบรกไม่ทันชนท้ายเข้าอย่างจัง จนทรัพย์สินเสียหายและหญิงสาวได้รับบาดเจ็บ จนกลายเป็นที่วิจารณ์ไปทั่วสังคมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทางหลวง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ม.ค. พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวงให้สัมภาษณ์กับ Bright TV ว่า การปฏิบัติหน้าหน้าที่ของตำรวจทางหลวงมี 2 รูปแบบคือ 1.รถตรวจการณ์ตามเขตพื้นที่รับผิดชอบ หากพบผู้กระทำผิดจะให้สัญญาณจอด และ 2.หยุดสังเกตการณ์ ตรวจจับผู้กระทำความผิดในจุดเสี่ยงที่จะเกิดการกระทำความผิด
"สำหรับตำรวจทางหลวงไม่ใช่ว่าจะต้องตั้งด่านตรวจเท่านั้น การตั้งจุดตรวจหรือด่านตรวจ อาจจะต้องใช้คน 8-10 คนมีป้ายบอก มีการวางกรวยซึ่งใช้เฉพาะโอกาสเช่น ตรวจจับแอลกอฮอล์ หรือการตรวจจับความเร็ว
ส่วนเหตุที่เกิดขึ้น ได้รับรายงานว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่แบบที่ 1 คือรถตรวจการณ์ ออกตรวจบนถนนหมายเลข 347 ซึ่งได้รับการร้องเรียนว่ามีรถบรรทุกวิ่งเลนขวา ด้วยความเร็วอาจเกิดอันตรายเเก่พี่น้องประชาชน เมื่อพบเห็นรถบรรทุกคันเกิดเหตุวิ่งด้านขวามือ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ตร.เลยให้สัญญาณเรียกหยุดรถ"
พ.ต.อ.เอกราช บอกว่า สำหรับยุทธวิธีเพื่อให้ผู้ขับชะลอความเร็ว นั้นมีหลากหลาย ตัวอย่างเช่น ส่งสัญญาณเเละหากยังไม่หยุดหรือชะลอความเร็ว ก็อาจจะกระชับช่องทางจราจรให้เหมาะสม เพื่อเป็นการแจ้งเตือน
"เหตุที่เกิดขึ้นคือ เจ้าหน้าที่ออกไปยืนเพื่อกระชับช่องทางจราจร คือยืนอยู่จุดเส้นประระหว่างช่องทางที่ 1 และ 2"
พ.ต.อ.เอกราช สรุปว่า เบื้องต้นลักษณะการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เรียกว่า "การตรวจการณ์" ไม่ใช่ด่านลอย โดยจะมีการต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงการปฏิบัติหน้าที่เเละยุทธวิธีในการเรียกหยุดรถของตำรวจทั้งสองนายต่อไปว่าผิดหรือไม่
ที่มา ข้อมูลจาก Bright TV : Digital TV ช่อง 20







