posttoday

ตีความปปช.สะดุด สนช.แหยงคนมีอำนาจ

16 มกราคม 2561

ทุกอย่างถูกปะติดปะต่อเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้บางฝ่ายเห็นว่าการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช.ครั้งนี้มีการทำเป็นลำดับขั้นตอน

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังตกเป็นหมู่บ้านกระสุนตกอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังถูกสปอตไลต์จับจ้องถึงการตรวจสอบความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นและเป็นคำถามตัวโตของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

หลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำการรัฐประหาร พยายามบอกแก่สังคมว่าจะสร้างมาตรฐานความโปร่งใสขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่ารัฐบาลของนักการเมือง

ช่วงแรกของ คสช.ได้ดำเนินการอย่างที่ได้ให้คำพูดเอาไว้ ดังจะเห็นได้จากการใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตไปอยู่ในตำแหน่งอื่นทันที แม้บุคคลนั้นจะยังไม่ถูกกล่าวหาหรือถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดก็ตาม

การดำเนินการของ คสช.สร้างความตื่นตัวให้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รัฐบาลของนักการเมืองไม่เคยสร้างได้มาก่อน

คสช.ได้ผลตอบแทนเป็นเสียงชื่นชมจากสังคมผ่านการผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ต่างสนับสนุนให้รัฐบาลและ คสช.เร่งปราบปรามการทุจริต ยิ่งไปกว่านั้นยังได้กระแสตอบรับที่ดีกับการใช้มาตรา 44 เพื่อการล้างบางคอร์รัปชั่นอีกด้วย

พอมาถึงปัจจุบันกระแสความนิยมพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างเห็นได้ชัด ภายหลังเกิดความคำถามถึงความโปร่งใสที่เกิดขึ้นกับคนในรัฐบาล แต่สังคมกลับไม่ได้รับคำตอบจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลในทางที่ดีเท่าไรนัก

ตัวอย่างเช่นกรณีใช้พื้นที่ทหารไปตั้งบริษัทเอกชนเพื่อรับงานว่าจ้างจากภาครัฐ หรือการเอาชื่อภรรยาของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงกลาโหมไปตั้งเป็นชื่อสิ่งก่อสร้างของภาครัฐ เมื่อเรื่องแดงขึ้นมาจึงนำมาซึ่งกระแสตื่นตัวเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ

ไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ได้รับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และต่อมากลับพบว่าไม่ได้ลงชื่อเข้าประชุมหลายครั้งจนเสี่ยงต่อตกเก้าอี้ตำแหน่ง สนช. บทสรุปก็ไม่ต่างกัน คือไม่เสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

ล่าสุดเกิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จากกรณีการมีนาฬิกาหรูหลายเรือน ซึ่งไม่ได้เป็นรายการทรัพย์สินที่ได้แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช.

เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ป.ป.ช.พยายามเข้ามาตรวจสอบแต่ปรากฏว่า ป.ป.ช.ไม่ค่อยแสดงท่าทีขึงขังต่อการตรวจสอบ หรือเปิดเผยข้อเท็จจริงบางส่วนที่สามารถเปิดได้โดยไม่กระทบต่อรูปคดีต่อสังคมมากเท่าที่ควร โดยบอกเพียงแต่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบเท่านั้น

จึงไม่แปลกที่ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกับข้อกังขาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการมีประธาน ป.ป.ช.ที่ชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ซึ่งในอดีตเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองให้กับ พล.อ.ประวิตร

แต่มรสุมของ ป.ป.ช.ไม่หยุดเพียงแค่นั้น ภายหลังที่ประชุม สนช.มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดยังสามารถดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ต่อไปได้จนกว่าจะครบวาระ

ทุกอย่างถูกปะติดปะต่อเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้บางฝ่ายเห็นว่าการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช.ครั้งนี้มีการทำเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อเป้าหมายในการรักษาความมั่นคงทางการเมืองเป็นหลัก

มาเวลานี้กำลังมีกระแสความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพื่อวัดใจฝ่าย คสช.และกลุ่มผู้มีอำนาจอีกครั้ง คือ การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช.ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นนี้ถูกโยนออกมาจาก“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ที่ส่งมายัง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.ว่าอยากให้มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นนี้

โดยรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ 1.สมาชิก สนช.เข้าชื่อร่วมกันให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 หรือ 25 คน จากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 249 คน หรือ 2.นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

ในการประชุม สนช.เรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. มีสมาชิก สนช.จำนวน 26 คนไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช. และมีสมาชิก สนช.อีก 29 คนใช้สิทธิงดออกเสียง

หากมองถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่เรื่องดังกล่าวจะถึงมือศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องยอมรับว่าลำบากพอสมควร โดยมีเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ

กล่าวคือ คสช.เป็นผู้ตั้ง สนช.ขึ้นมาเอง ดังนั้นหากจะดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใดย่อมต้องเงี่ยหูฟัง คสช.เป็นสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นกรณีเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อผู้มีอำนาจใน คสช.ด้วยแล้ว ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ สนช.ย่อมไม่อยากจะแกว่งเท้าหาเสี้ยน

อีกทั้งสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยมีความประสงค์ต้องการที่จะเป็นสว.เช่นกัน เนื่องจาก สว.ชุดแรกจำนวน 250 คนตามรัฐธรรมนูญจะมาจากเลือกของ คสช. และอย่างที่ทราบกันดีว่า สว.ในอนาคตจะมีอำนาจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีและการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรวมไปถึงยุทธศาสตร์

คสช.จึงต้องเลือกคนที่มาเป็น สว.จากบุคคลที่ฟังเสียงของ คสช.เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้อาจทำให้สมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยที่เคยลงมติไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุ ป.ป.ช.ก็อาจไม่สนับสนุนการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ดังนั้น ผลประโยชน์เลยตกมาที่ ป.ป.ช.เป็นหลักและทำให้เก้าอี้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในระยะยาว เสมือนกับน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

ข่าวล่าสุด

YouTube ผ่อนปรน "ประเด็นอ่อนไหว" ไฟเขียวสร้างรายได้เต็มรูปแบบ