
เล่าข่าวชี้ช่อง?โจ๋เลียนแบบปล้น
2คนร้ายวัยรุ่นก่อเหตุงัดบ้านขโมยทรัพย์สินโดยระบุว่า ดูวิธีการมาจากรายการเล่าข่าวตอนเช้าสุดฮิต ซึ่งพิธีกรดังได้อธิบายขั้นตอนต่างๆ ของคนร้ายที่เคยเข้าไปงัดแงะบ้านของชาวบ้านอย่างละเอียด....
2คนร้ายวัยรุ่นก่อเหตุงัดบ้านขโมยทรัพย์สินโดยระบุว่า ดูวิธีการมาจากรายการเล่าข่าวตอนเช้าสุดฮิต ซึ่งพิธีกรดังได้อธิบายขั้นตอนต่างๆ ของคนร้ายที่เคยเข้าไปงัดแงะบ้านของชาวบ้านอย่างละเอียด....
โดย....ธนก บังผล
เจ้าของบ้านรายนี้ถูกเด็กวัยรุ่นงัด 2 คนประตูเข้าไปขโมยทรัพย์สินระหว่างที่ไปทำงานยังต่างจังหวัด โชคยังดีที่ก่อนจะเดินทาง ได้ทำการฝากฝังเพื่อนบ้านให้ช่วยสอดส่องดูแล
แต่ที่เป็นประเด็นคือ แรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ มีความจำเป็นต้องถกเถียงกันต่อไปอย่างกว้างขวาง
เหตุเกิดที่ จ.ลำปาง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง ภายใต้การปฏิบัติการของ ร.ต.ท.ชาตรี วงศ์เทพ รองสวป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ต.พิชัย ได้รับแจ้งเหตุขโมยเข้าลักทรัพย์ในบ้านเลขที่ 226/72 ม.15 บ้านสันติสุข ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นบ้านของนายชัยรัตน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
บังเอิญว่าไม่ดูตาม้าตาเรือ เพราะข้างบ้านของนายชัยรัตน์ คือบ้านของนายโรมัน ต่วนเทศ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน
พอนายโรมัน เห็นคนร้าย 2 คน กำลังปีนเข้าไปในบ้านของนายชัยรัตน์ ที่ปิดบ้านไว้ไปทำงานต่างจังหวัด และฝากบ้านให้คอยสอดส่องดูแลก็ไม่รอช้า ตรวจสอบดูที่หน้าบ้านก็พบว่ามีรถยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจอดไว้ เลยรีบแจ้งตำรวจทันที
เป็นไปด้วยความรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ตำรวจนำกำลังเข้าโอบล้อมบ้านหลังดังกล่าวไว้ พอคนร้ายเห็นจึงพยายามปีนรั้วออกมา เพื่อจะวิ่งหลบหนี แต่ในที่สุดก็ไม่รอดเงื้อมือตำรวจที่วิ่งไล่จับกุมตัวไว้ได้ทั้งคู่
ผู้ต้องหาคือ 1. นายแบงค์ และ 2. นายเจมส์ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในลำปาง
พร้อมด้วยของกลางหลายรายการอาทิ ไขควงแบบอเนกประสงค์ คีม ประแจ ถุงมือผ้า 2 คู่ รถจักรยานยนต์ 1 คัน กล้องถ่ายรูป อาวุธปืนปลอม 2 กระบอก โทรศัพท์มือถือ กระปุกออมสิน เงินสดจำนวน 1,428 บาท
เยาวชนของชาติทั้ง 2 รายนี้ ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันตระเวนลักทรัพย์ในเคหสถาน
ซึ่งจากการสอบสวน นายแบงค์ ให้การรับสารภาพว่าได้ชวนนายเจมส์คู่หูออกตระเวนออกลักทรัพย์ งัดแงะตามบ้านเรือนที่ไม่มีคนอยู่ เพื่อหาเงินไปเที่ยวเตร่
ครั้งนี้ก่อเหตุเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ตำรวจจับไม่ได้ เพราะได้ป้องกันตัวเป็นอย่างดี มีวิธีที่ไม่ให้ตำรวจตามจับได้ทุกครั้ง โดยจะสวมถุงมือ เพื่อป้องกันรอยนิ้วมือแฝง และจะใส่เสื้อแบบมีหมวกปิดบังใบหน้าจากกล้องวงจรปิด
ที่เป็นประเด็นสำคัญคือ วิธีการทั้งหมดนั้น นายแบงค์ อ้างว่า ดูจากรายการเล่าข่าวตอนเช้าสุดฮิตทางช่อง 3 ซึ่งพิธีกรดังได้อธิบายขั้นตอนต่างๆ ของคนร้ายที่เคยเข้าไปงัดแงะบ้านของชาวบ้าน แต่จับตัวไม่ได้ นายแบงค์และนายเจมส์เลยเลียนแบบวิธีต่างๆ เนื่องจากครั้งแรกก็ไม่มีใครจับได้จึงยิ่งย่ามใจทำอีก แต่ครั้งนี้ไม่รอด
พ.ต.ต.พัฒนชัย ภมรพิบูลย์ สารวัตรกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี (สว.กก.2 บก.ปดส.) ให้ความเห็นว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะต้องยอมรับว่าทุกวันนี้รายการโทรทัศน์ในประเทศไทยบางรายการที่ขึ้นเรตติ้งว่าเด็กในช่วงวัยต่างๆไม่ควรดู แต่ความจริงคือเด็กอยู่บ้านก็ดูได้ทุกรายการ
“อีกทั้งเด็กซึ่งอยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ ประกอบกับสื่อบ้านเราควบคุมไม่ได้จริงๆ ถ้าจะป้องกันการเล่าข่าวนั้น หลายเรื่องนักข่าวก็อยากรู้เกินไป อยากจะรู้ว่าตำรวจไปสืบอย่างไร ไปได้หลักฐานอย่างไร ซึ่งตำรวจบอกตรงๆทั้งหมดก็ไม่เหมาะ บางอย่างก็ไปบอกถว่าไม่พบลายนิ้วมือ แทนที่ตำรวจเองก็น่าจะบอกว่าไม่ทิ้งพยานหลักฐานไว้ เป็นต้น”
ซึ่งกรณีเช่นนี้ พ.ต.ต.พัฒนาชัย ให้ความเห็นว่าทั้งตำรวจและนักข่าว ซึ่งเป็นต้นทางก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากไม่นำไปถูกขยายในรายการเล่าข่าวที่มีคนดูมากมายเรื่องอย่างนี้ก็คงเกิดได้ยาก
“ผมอยากให้ดูว่าเด็กที่ก่อเหตุอยู่บ้านกับใคร ขณะที่เสพสื่อมีคนแนะนำหรือเปล่า บางครอบครัวพ่อแม่ทำงานกลับบ้านดึก แต่รายการเล่าข่าวก็มาตั้งแต่ช่วงเย็นแล้ว ผมคิดว่าคนเล่าข่าวอย่าพูดเอามัน เอาเรตติ้งอย่างเดียว เพราะสิ่งที่พูดไปบางอย่างก็ไม่เหมาะ ก็เหมือนละคร เด็กคนหนึ่งถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีในครอบครัวที่อบอุ่น แต่โตมากลับชอบเอ็ดตะโรโวยวาย เป็นเพราะไปดูละครมากเกินไปแล้วไม่มีใครคอยให้คำแนะนำ”
“นักข่าวก็ควรมีจรรยาบรรณ อย่าเอาความคิดของตัวเองใส่เข้าไป ลองเปลี่ยนจากกรณีนี้ว่าเมื่อเด็กทำผิดไปแล้วพ่อแม่จะเสียใจมากแค่ไหนดีกว่าไหม เหมือนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีโจรเท้าเปล่าเข้าไปปล้นแล้วตำรวจไม่สามารถจับได้ เขายกย่องกันเป็นฮีโร่ ผมถามว่าเราอยากให้บ้านเราเป็นอย่างนั้นหรือ”
ด้าน นพ.สุริยะเดว ทริปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว วิเคราะห์ว่า ธรรมชาติของวัยรุ่นสมองส่วนคิดกำลังพัฒนา การมีเหตุผลวิเคราะห์ผลกับการตัดสินใจใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ไม่เกิน 15 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่เลี้ยงลูกดีแค่ไหน
“แต่คนไทยเลี้ยงลูกค่อนข้างอ่อนแอ ผมว่าบางทีเด็กที่จะสามารถวิเคราะห์เหตุผลได้อาจจะเป็นเด็กที่อายุ 18 หรือล่าช้ากว่าปกติมากขึ้น ซึ่งก็ยกเว้นเด็กบางคนที่พ่อแม่เลี้ยงมาดี อย่างเด็กไทยหัวใจแกร่งที่สามารถดูแลยาย มีวุฒิภาวะสูง ซึ่งพ่อแม่เดี๋ยวนี้เลี้ยงลูกเป็นลูกแหง่เยอะ ทำให้เด็กคำนึงถึงผลเสียก่อนได้ยาก”
นพ.สุริยะเดว ให้ความเห็นอีกว่า ถ้าพูดถึงการเลียนแบบไปในพฤติกรรมที่ไม่ดี ต้องอยู่ที่เด็ฏอยู่ในสังคมแวดล้อมอย่างไร มีความอยากได้กับวัตถุมากน้อย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับครอบครัวถ้าไม่ขัดสนก็อาจจะไม่ทำ แต่ถ้าสถานะยากจนแล้วมาได้เทคนิคลอกเลียนแบบกลัวจะเป็นเรื่องเป็นราว
เพราะฉะนั้นเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้ง 2 คนนี้ น่าจะถือเป็นบทเรียนที่ทำให้สังคมหันกลับมาดูแลอย่างแท้จริง (ได้แล้ว) โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวของสื่อ
หากยังคงนิ่งเฉย ไม่แน่ว่าสักวันการลอกเลียนพฤติกรรมในทางที่ผิดๆของเด็กจะส่งผลต่อสังคมในระยะยาวจนเกินแก้ไข
******************************
เตือนสติสื่อก่อนเสนอข่าว
นพ.สุริยะเดว กล่าวถึงวิธีการแก้ไขว่า ข้อมูลในเชิงสื่อต้องระมัดระวังไม่เล่ารายละเอียดมากเกินไปจนเป็นตัวอย่าง เพราะที่ต้องยอมรับคือทักษะการเลี้ยงดูของพ่อแม่ในปัจจุบันมีน้อยมาก อีกทั้งสิ่งล่อตาล่อใจเยอะจะทำให้ตามทั้งหมดทำไม่ทัน
“เพราะฉะนั้นสื่อต้องช่วยกันนำเสนออย่างระมัดระวัง บางเรื่องมากเกินไปก็ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะวิธีการนำเสนอขณะนี้ผมไม่รู้ว่าแข่งกันหรือเปล่า หมายความว่าแข่งกันถ้าใครมีรายละเอียดมากแล้วชนะอะไรอย่างนี้ไหม รายละเอียดมากเกินไปก็เหมือนดาบสองคม เพราะภูมิคุ้มกันในสังคมมันอ่อนแอมาก ความสนใจอยากได้อยากมีตามกระแสบริโภคนิยม การรายงานอาชญากรรมด้วยความละเอียดจะทำให้เด็กเสพสื่อแล้วลอกเลียนได้”







