posttoday
อนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้ความผันผวนของอัตราแลกปลี่ยน

อนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้ความผันผวนของอัตราแลกปลี่ยน

30 กันยายน 2553

....ดชคชัย สุวรรณาภรณ์

ในวันนี้ประเด็นทางเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจคือความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งจะมีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกกว่า 60% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นอย่างมากเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อความสามารถด้านการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

จากความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาจากต้นปี 2553 พบว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นกว่า 7.5% จาก 33.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในเดือน ม.ค. 2553 เป็น 30.82 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในเดือน ก.ย. 2553

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับค่าเงินของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งพบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินของประเทศในภูมิภาค รองจากค่าเงินริงกิตของมาเลเซียและค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้นถึง 9.03% และ 7.84% ตามลำดับ

ทำให้เมื่อพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาทของประเทศไทยเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ หรือที่เรียกว่า Nominal Effective Exchange Rate (NEER) จะพบว่าจากต้นปี 2553 ค่าเงินบาทปรับเพิ่มขึ้น 6.31% โดยเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือน ส.ค. 2553 กว่า 4.65%

การแข็งค่าของเงินบาทมีหลายปัจจัยต่างๆ ที่มองดูแล้วเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง (Structural Issue) ที่น่าจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจากนี้ไปได้อีกต่อเนื่องในอนาคต เช่น

(1) ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ดีและแข็งแกร่ง สะท้อนได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่สามารถขยายตัวได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ที่ 10.6% ต่อปี

(2) เศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐและยุโรป ที่ยังมีสัญญาณความเสี่ยงและปัญหาเรื้อรัง โดยสหรัฐยังคงมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องและอัตราการว่างงานที่สูง ประกอบกับปัญหาของภาคการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลงอีกครั้ง หลังจากที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกสิ้นสุดลง

ขณะเดียวกันสหภาพยุโรปยังคงมีปัญหาหนี้สาธารณะที่เรื้อรัง และส่งผลให้สถานะการเงินในกลุ่มประเทศเหล่านี้กลับมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินมาลงทุนในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น

(3) การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้น 50 Basis Points ในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้การลงทุนในตลาดเงินของประเทศไทยน่าสนใจมากขึ้น จากอัตราผลตอบแทนของดอกเบี้ยที่ปรับตัวหรือมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น

ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ทำให้ดุลบัญชีการชำระเงิน (Balance of Payment) ของไทยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาเกินดุลสะสมแล้วกว่า 1.46 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งจากบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ที่เกินดุลกว่า 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวในระดับที่สูง และดุลเงินทุน (Capital Account) ที่เกินดุลกว่า 1.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ

เราจะพบว่าในทุกช่วงที่มีเงินลงทุนของต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์และพันธบัตรเป็นบวกสุทธิในปริมาณที่สูง (โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค. และ ส.ค.) ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรมีมูลค่าสะสมทั้งปีกว่า 1.09 แสนล้านบาท (3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยเป็นการไหลเข้าในเดือน ส.ค. เดือนเดียวถึง 2.5 หมื่นล้านบาท (800 ล้านเหรียญสหรัฐ) เราจะพบว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าเงินบาทมากที่สุดในตอนนี้ คือ อุตสาหกรรมกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออก แต่ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สูง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งยังไม่คุ้นเคยเกี่ยวกับเครื่องมือการบริหารความเสี่ยง หรือมีต้นทุนในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่สูง จะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทมากกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่

ดังนั้น นโยบายของภาครัฐในระยะต่อไป ทางการจำเป็นต้องดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนมากเกินไป และเปลี่ยนแปลงสอดคล้องค่าเงินของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมทั้งมีมาตรการสนับสนุนให้มีการลงทุนจากนักลงทุนและผู้ประกอบการของไทยไปต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้เพิ่มความต้องการนำเข้าสินค้าและบริการมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะถือเป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว คือ แก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง พร้อมกับสร้างศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ผมมองว่า สถานการณ์วันนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งไม่แน่ว่าในอีก 35 ปีข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นค่าเงินบาทอยู่ที่ 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤตค่าเงินบาทปี 2540 ก็ได้นะครับ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69