ไฟลนก้นรัฐบาล อีกไม่นานลามใหญ่
สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาสู่บรรยากาศเดิมๆ อีกครั้ง ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาสู่บรรยากาศเดิมๆ อีกครั้ง ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งโดยภาพรวมของการจัดงานนั้นรัฐบาลได้คำชื่นชมไม่น้อย เนื่องจากสามารถจัดงานได้อย่างสมพระเกียรติ อีกทั้งไม่ปรากฏเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างที่แสดงความกังวลไว้ก่อนหน้านี้
ดังนั้น จากนี้ไปการเมืองจะเข้าสู่ครรลองปกติ โดยเฉพาะการเมือง ว่าด้วยการเลือกตั้ง
เมื่อไม่นานมานี้ พรรคการเมืองแต่ละพรรคเริ่มออกมาทวงสัญญาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจาก คสช.เคยให้สัญญาเอาไว้ว่าหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสำคัญแล้วจะพิจารณาปลดล็อกเงื่อนไขทางการเมืองบางประการ เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองสอดรับกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้
"ถึงเวลาปลดล็อกให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้แล้ว เพราะกฎหมายพรรคการเมือง ประกาศในราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งจะครบเดือนแล้ว จากที่มีกำหนดเวลา 180 วัน ก็จะเหลือเพียง 150 วัน ทำให้พรรคการเมืองเสียโอกาสไปเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีสมาชิกจำนวนมาก ต้องส่งจดหมายไปให้สมาชิกพรรคกว่าจะตอบกลับมาและต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองอีก ต้องใช้เวลาในการดำเนินการทั้งนั้น" ข้อเรียกร้องจาก "สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
ทว่าท่าทีของ คสช.เองยังดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยตอบสนองข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองเท่าไหร่นัก ดังจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา
"คสช.ยังไม่ได้ประชุมกันในเรื่องนี้ เพราะงานพระราชพิธีเพิ่งจะเสร็จสิ้น ดังนั้นจะมาทำอะไรกัน และจะมาทวงสัญญาอะไร เพราะ คสช.ต้องพิจารณาถึงความร่วมมือต่างๆ ก่อน รวมถึงในแต่ละพื้นที่ต่างๆ ด้วย แต่ที่ผ่านมาฝ่ายที่ทำให้เกิดความวุ่นวายก็ยังดำเนินการกันมาตลอด ส่วนที่เคยระบุไว้ว่าวันที่ 1 พ.ย.จะปลดล็อกให้พรรคการเมืองนั้น คสช.ยังไม่ได้ประชุมร่วมกันในเรื่องนี้"
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเมืองนับจากนี้ไปจะมีแต่เรื่องร้อนของพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ต่อจากนี้ไปจะเป็นช่วงเวลาของการเร่งสร้างผลงานของรัฐบาลให้เป็นที่ประจักษ์แสดงต่อประชาชนด้วยก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2561 โดยมีอย่างน้อย 3 เรื่องที่รัฐบาลต้องแสดงประสิทธิภาพออกมา
1.การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เป็นสถานการณ์ที่ก่อปัญหามาสักระยะแล้วแต่ยังไม่ค่อยปรากฏออกมาเป็นประเด็นสาธารณะในช่วงนี้มากนัก เพราะสังคมส่วนใหญ่กำลังโฟกัสไปที่งานสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ แต่เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แน่นอนว่าสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ตอนบนของประเทศก็กลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่มีหน่วยงานรัฐหน่วยงานไหนออกมายืนยันได้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ แต่จากการที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ยอมรับว่า ระดับน้ำในปีนี้เริ่มใกล้เคียงกับเมื่อครั้งเหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 ก็เริ่มสร้างความหวั่นวิตกไม่น้อย
ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ผู้นำรัฐบาลหลายคนต่างเคยโจมตีการทำงานของรัฐบาลในอดีตที่เคยบริหารจัดการน้ำ ผิดพลาดจนสร้างความเสียหาย ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่สามารถพลาดได้ เพราะถ้าพลาดขึ้นมา แน่นอนว่าอาจไม่มีที่ยืนให้กับรัฐบาลในระยะยาว
2.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ในเรื่องนี้ถ้ามองในเชิงตัวเลข ต้องยอมรับว่ามีตัวเลขที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากดัชนีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้น ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยืนยันว่าในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน
แต่ถ้าในด้านความเป็นจริง ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่รู้สึกได้ว่าตัวเอง ไม่ได้รับอานิสงส์จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตร เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำพอสมควร ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สินของเกษตรกรตามมามากมาย
หาก คสช.และรัฐบาลที่มีอำนาจมหาศาลไม่สามารถพาเกษตรกรฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ คงไม่ต้องนึกว่า คสช.และรัฐบาลจะต้องเจออะไรตามมาบ้าง
3.การปฏิรูปประเทศสู่การเลือกตั้ง อย่างที่ทราบกันดีว่า "การปฏิรูปประเทศ" เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ คสช.ได้ตัดสินใจรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อปี 2557 ด้วยเหตุนี้ คสช.จึงได้เน้นย้ำภารกิจด้านการปฏิรูปมาตลอด 3 ปี
ในด้านผลงานที่เป็นเชิงปริมาณนั้น คงไม่มีข้อสงสัย เพราะ คสช.ได้แสดงให้เห็นเป็นระยะ ไล่ตั้งแต่การตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อนจะที่ถูกยุบไปและนำมาซึ่งการตั้งสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ
ทว่าถ้าถามถึงผลงานเชิงคุณภาพแล้ว ยังคงมีคำถามตามมาพอสมควรว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มีการตั้งสภาถึง 2 สภาและคณะกรรมการชุดใหญ่อีกระลอก เป็นการปฏิรูปประเทศที่ถูกทางหรือไม่ หรือเป็นแค่การต่างตอบแทนให้กับบุคคล ใกล้ชิด คสช.และรัฐบาลเท่านั้น
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเวลาของรัฐบาลเหลืออีกไม่มาก แต่กลับมีงานด่วนที่เปรียบเหมือนเป็นไฟลนก้นให้ต้องแก้ไขและดำเนินการเป็นจำนวนมาก หากผ่านจุดนี้ไปไม่ได้ คงเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยวิธีตามรัฐธรรมนูญ


