
ณ หลังเงาพระเมรุมาศ
2 เดือนก่อน ผมมีโอกาสเข้าไปช่วยงานของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์
2 เดือนก่อน ผมมีโอกาสเข้าไปช่วยงานของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการจัดทำนิตยสาร ASA Crew เล่มพิเศษ เป็น "เล่มพิเศษ" ที่พูดถึงกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการทำงานในส่วนงานออกแบบ การก่อสร้างพระเมรุมาศและพื้นที่ สำหรับประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
โจทย์ที่แสนท้าทายสำหรับทีมงานตอนนั้น คือเรามีเวลาทำงานน้อยมาก เนื่องจากนิตยสารต้องออกให้ทันในช่วงงานพระราชพิธี เรียกว่าเป็นการทำงานที่บีบเค้นหัวใจและท้าทายความสามารถอย่างมาก แต่แน่นอนไม่มีใครอยากปฏิเสธงานนี้
นอกเหนือจากเป็นงานที่ท้าทายแล้ว ผมคิดว่าเรายังได้ทำเพื่อส่งต่อความรู้ให้กับผู้อ่าน และส่วนตัวแล้วนี่เป็นงานที่ให้คุณค่าทางจิตใจมากกว่างานเขียนทั่วไป
ด้วยเวลาที่จำกัด เราจึงตัดสินใจใช้วิธีในการเล่าเรื่องแบบภาพนำแล้วเล่าเรื่องตาม โดยผ่านภาพถ่าย 89 ภาพ เป็นภาพที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของการทำงานของคนที่อยู่เบื้องหลังงานใหญ่ครั้งนี้ ตั้งแต่คืนแรกจนกระทั่งช่างทาสีคนสุดท้ายที่เก็บงาน
ตั้งแต่กรมศิลปากรรู้ข่าวการสวรรคตของพระองค์เมื่อ 13 ต.ค. 2559 ผมก็เพิ่งรู้จากการทำงานคราวนี้นี่เองว่า การเตรียมงานก็เริ่มต้นในคืนนั้นเลย แทบจะทันทีที่สำนักพระราชวังประกาศ หลายคนในกรมศิลปากรเมื่อรู้ข่าวก็กลับเข้ามาที่ทำงาน เริ่มต้นวางแผนการทำงานตั้งแต่คืนนั้นเลย
ความทุ่มเทในการทำงานของทีมงาน ทำให้ผมนึกถึงชื่อ "หลังเงาพระเมรุมาศ" ชื่อนี้สื่อความหมายถึงการทำงานของคนที่อยู่เบื้องหลัง เพราะหลายคนคงไม่ทันสังเกตคนที่ทำงานแบบปิดทองหลังพระ อย่างที่พระองค์ท่านเคยให้พระบรมราโชวาทไว้
จะมีความหมายอะไร หากเราชื่นชมความมลังเมลืองของพระเมรุมาศ โดยลืมคิดถึงไปว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ไม่ได้เนรมิตขึ้นมาได้ภายในคืนเดียว มีคนเกี่ยวข้องมากมาย และจะไม่มีใครรู้เลย หากไม่มีใครเดินอ้อมไปสำรวจใต้เงามืดนั้น การได้เข้าไปสัมผัสคลุกคลีกับทีมงานสถาปนิก ทำให้ผมเข้าใจภาพการทำงานในหลายขั้นตอนที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย
ตอนที่ทีมของเราเริ่มเข้าไปทำงาน เป็นช่วงปลายของการก่อสร้าง ทุกอย่างเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือแต่การเก็บรายละเอียด โรงเขียนแบบจึงถูกย้ายมาอยู่ที่โรงละครแห่งชาติ ส่วนโรงเล็กซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับประตูทางทิศเหนือ แม้ว่าจะเป็นช่วงท้ายสุดของการทำงาน แต่ดูเหมือนทุกคนก็ยังมีงานหลายๆ อย่างต้องดูแลจัดการ
งานพระราชพิธีในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ไม่มีบรมครู นายช่างใหญ่ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานพระราชพิธีออกงานพระเมรุมาศโดยเฉพาะ เป็นผู้ที่ดูแลการก่อสร้างพระเมรุมาศมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว งานครั้งนี้เป็นหนแรกที่ศิษย์เอกของอาจารย์อาวุธต้องช่วยกันดูแล แสดงฝีมือกันเอง และเรียนรู้จากที่อาจารย์สั่งสมและสั่งสอนไว้
"นิม" ชาริณี อรรถจินดา สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร หนึ่งในศิษย์เอกของอาจารย์อาวุธ เล่าให้ฟังว่า งานครั้งนี้มีความท้าทายอยู่สองสามประการคือ อย่างแรก เป็นงานใหญ่มากเมื่อเทียบกับงานพระราชพิธีพระบรมศพของราชวงศ์พระองค์ก่อน แต่เป็นงานที่มีเวลาการทำงานและเตรียมการค่อนข้างสั้นประการที่สอง เราไม่มีอาจารย์อาวุธอยู่แล้ว ฉะนั้นหลายอย่างคือการลองผิดลองถูกและศึกษาจากตำรา ประการที่สาม ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านงานก่อสร้างเข้าสู่งานยุคใหม่ ซึ่งโจทย์ที่ได้รับมาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือต้องเป็นการก่อสร้างที่ไม่สิ้นเปลืองต่อโลกมากจนเกินไป วัสดุหลายอย่างควรนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องงดงามยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ
การทำงานจึงไม่ใช่แค่ส่วนงานของการออกแบบ แต่เลยไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งเรื่องการใช้วัสดุใหม่ การปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน ความปลอดภัยก็สำคัญ เพราะต้องรองรับผู้คนจำนวนมากที่จะเดินทางมาร่วมงาน การทำงานครั้งนี้จึงแตกต่างและท้าทายมากไม่น้อยไปกว่าคนทำเนื้อหาอย่างเรา
คำถามข้อหนึ่งที่ผมถามคุณนิม และทำให้ผมเข้าใจอะไรได้มากขึ้นมาก ผมถามเธอว่าภูมิใจไหมที่ได้มีโอกาสรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย คำตอบของเธอน่าสนใจครับ เธออธิบายว่า
“งานที่พวกเราทำอยู่ เราไม่อาจเรียกได้ว่ามันเป็นความภูมิใจนะคะ เพราะหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ งานที่เราทำอยู่ก็เหมือนเรากำลังจัดงานศพให้กับพ่อของตัวเอง จึงไม่อาจเรียกสิ่งนี้ว่าความภูมิใจได้ค่ะ เพราะไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น ไม่มีใครอยากทำงานศพให้กับคนที่เรารัก ฉะนั้นสิ่งที่พวกเราทุกคนกำลังทำอยู่ มันจึงเป็นเหมือนการทำสนองพระเดชพระคุณและยกย่องพระองค์ท่านอย่างสมพระเกียรติที่สุด เท่าที่เราสามารถทำได้”
คุณนิม เล่าให้ผมฟังว่า ตลอดการทำงานกว่า 1 ปี สิ่งที่เธอได้พบก็คือน้ำใจของคนไทยที่หลั่งไหลเข้ามาหาเธอและทีมงานทุกคน เพราะทุกคนต่างอยากเข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“ข้าวที่เรากินตอนกลางวันทุกวัน เรียกว่าเยอะมาก มาจากหลายทิศหลายทางที่อยากมาแบ่งปันให้เรา บางคนก็อยากมาช่วย แต่ไม่รู้จะทำยังไง ก็มาร้องเพลงให้ฟังก็มี เพื่อให้บรรยากาศการทำงานผ่อนคลายขึ้น ซึ่งดิฉันว่ามันเป็นความรู้สึกร่วมที่ทุกคนมีเหมือนๆ กัน ก็คืออยากทำเพื่อพระองค์ท่าน”
การได้เห็นการทำงานเบื้องหลัง แม้ว่าจะเป็นเพียงจิ๊กซอว์แค่ส่วนหนึ่ง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผมรับรู้ความรู้สึกร่วมของคนในสังคมต่องานในครั้งนี้ ว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน สำหรับงานออกแบบพระเมรุมาศ แม้ภายนอกดูเหมือนงานแบบชาววังและคงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้อย่างเต็มที่ แต่เนื้อแท้มันเต็มไปด้วยพลวัตใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่น การตีความเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ จักรวาลวิทยาของสถาบันกษัตริย์ต่อความเชื่อทางศาสนาของคนไทย และงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ถูกนำมาใช้ ทั้งเรื่องของวัสดุทดแทนและการใช้เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ เช่น เครื่องตัดเลเซอร์ เครื่องขึ้นรูปเรซิน ฯลฯ ซึ่งนำมาผสมผสานกับองค์ความรู้แบบเชิงช่างสมัยเก่า
ทั้งหมดบอกได้ว่างานสถาปัตยกรรมไทยจะไม่หายไปไหน และถูกส่งต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การมีผู้รับเหมารายใหม่ๆ เข้ามารับทำงาน ดอกผลจากการวางรากฐานการศึกษางานสถาปัตยกรรมไทยที่อาจารย์อาวุธได้วางรากฐานไว้ ก็เริ่มเปล่งประกายออกมาให้เห็น ทุกอย่างเคลื่อนไหวสอดคล้อง และอนาคตสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นฐานความรู้ให้คนรุ่นต่อไป สามารถนำไปใช้และปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับยุคสมัยได้
การจากลากันเป็นเรื่องธรรมดาโลก การสูญเสียเป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับ ด้านหนึ่งของความโศกาอาดูร ผมเชื่อว่าเราได้เรียนรู้อะไรมากมายจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อเหลือเกินว่าการจากไปของพระองค์ท่าน ได้มอบความรู้หลายๆ อย่างให้กับผู้ที่เทิดทูนพระองค์ไว้เป็นดั่งครูบาอาจารย์
หนังสือน่าจะออกวางแผงในช่วงสัปดาห์นี้ หากใครไม่สามารถหยิบได้ทัน เข้าไปดาวน์โหลดและอ่านได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมสถาปนิกสยามฯ www.asa.or.th
ขอขอบคุณ ผศ.ดร.กมล จิราพงษ์ และสมาคมสถาปนิกสยามฯ มา ณ โอกาสนี้







