posttoday
ตร.สรุปบึ้มป่วน!ฝีมือกลุ่มเดียวกัน

ตร.สรุปบึ้มป่วน!ฝีมือกลุ่มเดียวกัน

28 กันยายน 2553

‘ภาณุพงศ์’สรุปบึ้มป่วนเมือง เชื่อคนร้ายกลุ่มเดียวกัน เผยคืบหน้าติดตามตัวคนก่อเหตุ แต่วอนปชช.แจ้งเบาะแสเพิ่มเติม

‘ภาณุพงศ์’สรุปบึ้มป่วนเมือง เชื่อคนร้ายกลุ่มเดียวกัน เผยคืบหน้าติดตามตัวคนก่อเหตุ แต่วอนปชช.แจ้งเบาะแสเพิ่มเติม

วันนี้ (28 ก.ย.) เวลา 14.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภาณพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. (สบ.10) ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนดคีระเบิด เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เพื่อหาทางยับยั้งและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเปิดเผยว่า หลังจากในช่วงเช้าที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเรียกผบ.ตร.เข้าพบ เพื่อให้รายงานความคืบหน้าในการสืบสวนคดีระเบิดที่เกิดขึ้น โดยมีความห่วงใยในเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดที่ไปตรวจเหตุย่านห้างเมเจอร์ รัชโยธิน เมื่อกลางคืนที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้น และมาทราบเรื่องในช่วงเช้าของวันนี้ โดยความคืบหน้าของการสืบสวนก็มีความคืบหน้าไประดับหนึ่ง

สรุปเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองทั้งหมดนั้น ในขั้นแรกจะมีเหตุการณ์ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง แต่หลังจากที่บ้านเมืองสงบลง ก็มีเหตุระเบิดเข้ามา ในช่วงดังกล่าวการก่อเหตุจะเป็นลักษณะของระเบิดแสวงเครื่อง แต่ล่าสุดในช่วงคืนที่ผ่านมาจะเป็นระเบิดมาตรฐาน ซึ่งสามารถแยกชนิดได้เป็น 2 แบบ คือ แบบ M67 และแบบ M26 ขณะเดียวกันในหลายคดีจะพบว่า คนร้ายได้ใช้ตะไบฝนลบหมายเลขระเบิดออก และทาสีฟ้าแต้มเข้าไป แต่ยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้แบบเครื่องยิงระเบิด ทั้งชนิด M79 และ M203 ในส่วนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตำหนิรูปพรรณของผู้ต้องสงสัยแล้ว และยังได้ภาพจากกล้องวงจรปิดเข้ามาเป็นหลักฐานในการหาตัวคนร้ายอีกด้วย

พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า หากจำแนกกลุ่มผู้ก่อเหตุ จะสามารถแยกได้ 3 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มแรกจะเกิดหลังจากที่เหตุการณ์บ้านเมืองสงบ และกลุ่มแกนนำเสื้อแดงได้เข้ามอบตัว เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบ ส่วนใหญ่จะเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง และเริ่มมีจำนวนมากยิ่งขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนหนึ่ง โดยระเบิดชนิดดังกล่าวคนร้ายจะทำระเบิดโดยใช้ท่อพีวีซีต่อเข้ากับนาฬิกาเพื่อหน่วงเวลา พบครั้งแรกในย่านถนนราชดำเนิน และถนนหลานหลวง ช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง หลังจากนั้น ไปตรวจยึดรถต้องสงสัยเป็นรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค ในท้องที่สน.โคกคราม และนำไปสู่การขยายผลเพื่อจับกุมผู้ต้องหาได้อีก

“กลุ่มที่ 2 พบครั้งแรกในเขตพื้นที่สน.คันนายาว ลักษณะการก่อเหตุและระเบิดจะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พรรคภูมิใจไทย และกลุ่มที่ 3 ก็คือ 4 คดีที่เกิดเหตุล่าสุด และกำลังดำเนินการสืบสวนอยู่ในขณะนี้ คือ เกิดเหตุในท้องที่จังหวัดนนทบุรี หน้ากระทรวงสาธารณสุข ห้างเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน และที่สนามม้านางเลิ้ง โดยสรุปหากประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่หลังวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สามารถจำแนกผู้กระทำความผิด ที่ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองออกมาได้ และขอยืนยันว่าตำรวจทำงานอย่างเป็นระบบ ไม่นิ่งนอนใจ ผบ.ตร.ย้ำให้จัดทีมงาน หาความร่วมมือ และระดมทุกภาคส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหาทางแก้ปัญหา และจับกุมคนร้ายให้ได้เร็วที่สุด”

พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ กล่าวเสริมอีกว่า ในเบื้องต้นจึงอยากขอความร่วมมือกับประชาชน หากทราบเบาะแสในเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมือง ก็ขอให้แจ้งมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจะได้สืบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี และทางผบ.ตร.ก็ย้ำมาว่าจะมีรางวัลสำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแส เป็นเงินถึง 1 แสนบาทจากพลเมืองดีทีเข้ามาสนับสนุน และจะเก็บข้อมูลของผู้แจ้งเป็นความลับอย่างสูงสุด

ด้านพ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก.สส.บกน.1 เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้เบาะแสเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นถึงรูปพรรณของคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ ทำให้ทราบว่า คนร้ายจะใช้รถจักรยานยนต์แบบผู้หญิงเป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ จะมีผู้ขับขี่และคนซ้อนจะใช้ระเบิดก่อเหตุ โดยสามารถรวบรวมได้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง จนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่คอนโดมิเนียม ย่านราชวัตร ที่เกิดเหตุล่าสุด โดยจะสังเกตได้ว่า กลุ่มคนร้ายจะใช้รถจักรยานยนต์ที่มีลักษณะเหมือนกันในการก่อเหตุ จึงสามารถเชื่อมโยงได้ว่า กลุ่มคนร้ายน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา กล่าวเสริมว่า การตรวจสอบหาคนร้ายที่ก่อเหตุต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสืบสวนหาเบาะแสในการไล่ล่าคนร้าย อีกทั้ง ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสด้วย อย่างไรก็ตาม ในคดีล่าสุดทีเกิดขึ้นทั้ง 4 คดีนั้น มีความคืบหน้าไปค่อนข้างมาก และให้ผกก.แต่ละท้องที่เข้ามาตรวจสอบ สืบสวนด้วยตนเอง ทั้งนี้ ยอมรับว่าค่อนข้างที่จะตามตัวคนร้ายได้ยาก เนื่องจากเป็นการก่อเหตุที่รวดเร็ว คือมาแล้วก็ไป ทำให้ตามเบาะแสได้ยาก แต่ตำรวจก็พยายามป้องกันอย่างเต็มความสามารถ ทั้งด้านป้องกัน และงานสืบสวนจะต้องทำงานกันอย่างเต็มที่ และขณะนี้ได้วางแนวทางในการทำงานไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่า เหตุระเบิดที่หน้าสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สอดคล้องกับมีการจับตากลุ่มที่ไม่ต้องการเห็นแผนปรองดองเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า ก็มีการจับตาดูอยู่ ทั้งกลุ่มผู้ต้องสงสัย และดำเนินการทางด้านการข่าว ทั้งตรวจสอบพฤติการณ์ และแหล่งซ่องสุมที่คาดว่าจะใช้เก็บระเบิดไว้ก่อเหตุแล้ว พร้อมทั้งตรวจสอบ และตรวจค้นกลุ่มดังกล่าว โดยมอบหมายให้ตำรวจสันติบาลรับผิดชอบ ทั้งนี้ การจะไปสอบสวนใครก็ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน จึงจะสามารถดำเนินการได้  ส่วนที่ว่า เหตุระเบิดจะขยายออกไปเป็นวงกว้างหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ฝีมือของเจ้าหน้าที่ในการทำงาน ว่าจะสามารถหยุดยั้งได้หรือไม่ แต่ตนเชื่อว่าตำรวจไทยสามารถหยุดยั้งเหตุการณ์ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ขอกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทำงานด้วย ทั้งการแจ้งเบาะแสของประชาชนที่จะช่วยเหลือการทำงานของตำรวจได้


 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน