"เข้าใจชีวิตเพราะในหลวง" คำสอนในความทรงจำของปวงประชา
บางส่วนของความรู้สึกชาวไทยที่หลั่งไหลมาต่อแถวเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในวันสุดท้าย
โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด
ตลอดระยะเวลา 337 วัน ที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีประชาชนชาวไทยและต่างชาติจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นจำนวนมาก
ยิ่งใกล้เวลาสิ้นสุดของการเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 5 ต.ค. ประชาชนก็ยิ่งหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง
ทุกคนตั้งใจมั่นที่จะได้มีโอกาสสำคัญในชีวิตในการกราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย
"ในหลวงรัชกาลที่9 คือผู้ที่ทำให้ผมเข้าใจชีวิต" สุจินต์ ถวัลย์อรรณพ ชายวัย 69 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ให้คำตอบหลังถูกถามว่า ความทรงจำเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คืออะไร
สุจินต์ อธิบายต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือนพ่อที่คอยสั่งสอนการใช้ชีวิตในทุกด้าน เพราะตลอดชีวิตก็นำหลักคำสอนพระองค์มาปรับใช้ ซึ่งตั้งแต่ทำตามรู้สึกว่า ไม่เคยมีปัญหาหรืออุปสรรคเลยในชีวิต เพราะนำหลักคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติ
"อย่างคำสอนของในหลวงที่สอนให้ทุกคนนึกถึงส่วนรวม เช่น วันนี้ที่ได้มากราบพระบรมศพฯ ผมจะมีพัดขนาดใหญ่เพื่อพัดให้ผู้คนที่เดินสัญจรผ่าน สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เงิน แต่มีค่ามากกว่า นั่นก็คือรอยยิ้มและคำขอบคุณ เพราะพระองค์ทรงสอนเสมอว่า หากทำเช่นนี้หมายความว่า ขาดทุนคือกำไร คือ เมื่อทำประโยชน์ให้ผู้อื่นแต่สิ่งที่จะได้ตอบกลับมานั้นมีค่ามหาศาลมาก
"เพราะความสุขในชีวิตของคนเรานั้นไม่ได้มาจากมูลค่าทรัพย์สิน แต่มาจากความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจและสบายใจ แต่สาเหตุที่ทำให้คนปัจจุบันเป็นทุกข์มากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่กำลังเป็นทาสของเงิน หามาได้เท่าไหร่ก็นำไปซื้อของใช้ปรนเปรอความรู้สึกภายนอก ซึ่งอาจไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แต่การให้แบบไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อและมีคุณค่ามากกว่า"สุจินต์กล่าว
"พระองค์อยู่ทุกที่ ทุกเวลา เมื่อเราทำตามคำสั่งสอนของท่าน"เขายืนยันเสียงหนักแน่น
สุจินต์ ยังบอกอีกว่า เรื่องที่นำมาปฏิบัติตามคือ หลักเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งทำโดยการจะใช้วัสดุทุกอย่างให้คุ้มค่า เพราะสิ่งของที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วนแล้วแต่มีต้นทุน ซึ่งการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้สามารถทำได้ง่าย เช่น กล่องนมหากดื่มเสร็จก็ควรนำมาเป็นของใช้ต่อไปจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว
"ทุกอย่างที่เสียเงิน มีต้นทุน ฉะนั้นเราต้องใช้อย่างคุ้มค่า เพราะเศรษฐกิจพอเพียง คือการใช้ทุกอย่างให้คุ้มค่า ไม่ใช่แบบสุรุ่ยสุร่าย"
เช่นเดียวกับ ประเทือง ติณะมาศ อายุ 78 ปี ชาวพิจิตร ที่บอกว่าในความทรงจำของเขา ในหลวงคือผู้ที่มีพระคุณและคอยช่วยเหลือประชาชนทุกอย่าง
อดีตผู้ใหญ่บ้าน ย้อนเหตุการณ์ในอดีตให้ฟังว่า จำได้ว่าเมื่อ 20 ปีก่อนตอนสมัยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ขณะนั้นหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านเพาะปลูกได้ผลผลิตไม่ค่อยดีเพราะไม่มีน้ำ แต่เมื่อพระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ที่จังหวัดพิษณุโลกขึ้น ทำให้หมู่บ้านของตนที่อยู่พื้นที่ท้ายเขื่อนได้รับน้ำจนทำให้ชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
ขณะที่ นิวัฒน์ ทับทิมสุข อายุ 61 ปี ชาวสมุทรปราการ บอกว่าตั้งแต่สำนักพระราชวังมีการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.59 นั้น ได้เดินทางมาเข้ากราบพระบรมศพแล้ว 98 ครั้งและคิดว่าวันนี้จะเป็นครั้งที่ 99
"ที่เดินทางมาเกือบร้อยครั้ง ผมก็ไม่สามารถบอกความรู้สึกได้ว่าเพราอะไร แต่รู้อย่างเดียวว่าต้องมา เพราะตั้งแต่เกิดมาพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นทุกอย่างที่คอยสั่งสอนลูกทุกคนเปรียบเหมือนพ่ออีกคนหนึ่ง แม้วันนี้พระองค์ไม่อยู่แต่ผมก็จะนำคำสอนของท่ามาใช้ดำเนินชีวิต"นิวัฒน์กล่าว


